วัตถุมงคลทั่วภูมิภาคของประเทศไทย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,451
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1724342217082.jpg
    ถึงเวลาแล้วเค้าจะมาเอาเอง

    หลวงพ่อมหาอาคมมักสอนเสมอมาว่า ถ้าใครผู้ใดไม่เคยทำบุญร่วมกันมา ไม่เคยเป็นศิษย์เป็นอาจารย์กับท่านมา แม้วัตถุมงคลของข้าวางอยู่ตรงหน้ามัน มันก็ยังไม่สนใจเลย แต่ถ้าใครเคยเป็นศิษย์กูมาแต่อดีตชาติ ถึงเวลาแล้วเจ้าของที่แท้จริงเขาจะมาเอาของเขาเอง แม้วันนี้ของชิ้นนี้อาจจะตกอยู่กับผู้อื่นก็ตามที แต่เมื่อเวลามาประจบเหมาะสักวันเจ้าของที่แท้จริงเขาจะมาเอาของเขาเอง โดยเฉพาะกับตระกรุดคู่ชีวิตและเหรียญคู่ชีวิตที่ทุกชิ้นจะมีเจ้าของที่แท้จริง

    แค่ครั้งเดียวก็เกินพอ

    คนโบราณมักบอกย้ำเสมอมาว่า การจะทดสอบความขลังของวัตถุมงคลหรือลองความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลนั้น ก่อนที่จะลองให้อาราธณาหรือจุดธูปบอกครูบาอาจารย์เจ้าของวัตถุมงคลนั้นว่าจะลองอย่างไร เช่นถ้าจะลองด้วยปืnจะยิjสักกี่นัdพอ หรือจะกระทำอย่างอื่นก็ตามทีแต่แค่ครั้งเดียวก็เกินพอ
    มีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่งที่จะขอเล่าถึงการลองความขลังของวัตถุมงคลของหลวงพ่อมหาอาคมวัดดาวนิมิต โดยวัตถุที่นำมาทดสอบความขลังนั้นคือตระกรุดคู่ชีวิตยุคแรก นายบุญเลิศ สุนทรวิทย์ (บู่) เป็นศิษย์ยุคแรกๆของหลวงพ่อ ได้รับตระกรุดคู่ชีวิตยุคแรกเมื่อปี 2531 โดยหลวงพ่อมอบให้มาจำนวน 2 ดอก หลังจากได้ตระกรุดคู่ชีวิตมาก็อยากจะทดสอบความขลังของหลวงพ่อสิว่าจะแน่สักแค่ไหน เพราะเห็นเขาว่าหลวงพ่ออาคมเป็นศิษย์ของหลวงพ่อทบแห่งวัดชนแดน ฉะนั้นตระกรุดคงมีพุทธคุณเช่นเดียวกับตระกรุดของหลวงพ่อทบผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งในการลองตระกรุดครั้งนี้มีคนร่วมอยู่ในวงแห่งการทดสอบความขลังทั้งสิ้น จำนวน 3 คน คือ 1.นายบุญเลิศ(บู่)เจ้าของตระกรุด 2.นายหนู ไม่ทราบชื่อจริง 3.ดาบไพศาล(เป็นตำรวจ) ซึ่งปืnที่ใช้ทดสอบความขลังเป็นปืนประจำกายของดาบไพศาล รีวอลโว่ขนาด จุดสามแปด พร้อมลูกแกะกล่องใหม่ๆจำนวน 6 นัd เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วไม่ว่าจะเป็นปืn ลูกปืn และคนยิnคือดาบไพศาลข้าราชการตำรวจไทย นายบุญเลิศ(บู่)จึงจุดธูประลึกถึงพระรัตนตรัยมีหลวงพ่อทบแห่งวัดชนแดนและหลวงพ่อมหาอาคมวัดดาวนิมิตเป็นที่ตั้ง อธิษฐานว่าจะยิjแค่สามนัdแล้วจะหยุดทันที ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริงสามนัdแรก ขออย่าให้ยิjออกเลย เมื่ออธิษฐานเสร็จก็นำตระกรุดไปแขวนไว้ที่ต้นมะพร้าว พร้อมกับส่งสัญญาณให้ดาบไพศาลทราบ เมื่อทุกอย่างพร้อมดาบไพศาลเดินเข้าไปเอาปืnประจำกายจ่อติดกับตระกรุดคู่ชีวิตพร้อมกับสับไกทันที นัdแรก แชะ ดาบไพศาลหันมามองเจ้าของตระกรุด นัdที่สอง แชะ มือดาบไพศาลเริ่มสั่น แชะ นัdสุดท้ายยังคงเหมือนเดิม นายบุญเลิศรีบวิ่งมาเอาตระกรุดทันที แล้วหันมาพูดกับดาบไพศาลว่า ไงวะไพศาลเห็นไหมสามนัdไม่ออกสักนัด ไหนเอ็งลองสับไกอีกสามนัดที่เหลือสิวะ(นายบุญเลิศเอ่ย) เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เสียงปืnกึกก้องไปทั่วท้องสวนมะพร้าว สุดยอดว่ะกูไม่เคยเห็นอาจารย์ไหนจะแน่ขนาดนี้เลยวะ สามนัดปืdยิhไม่ออกเลยวะไหนเอ็งเอาลูกปืnออกมาให้ดูหน่อยสิว่ามีรอยเข็มฉนวนแทงหรือเปล่า(นายบุญเลิศเอ่ย) ทุกคนมองไปที่จุดหมายเดียวกันคือลูกปืnที่เอาออกมาจากลูกโม่ มีว่ะมีรอยแทงทั้งสามนัdวะ หรือว่าฟลุ๊ค งั้นลองอีกครั้งได้ไหมวะพวก (ดาบไพศาลเอ่ย) จะดีหรือวะ คนโบราณเขาบอกว่าลองแค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้วนะ(นายบุญเลิศเอ่ย) แต่กูไม่เชื่อวะ(ดาบไพศาลกล่าว) มาเอามา ดาบไพศาลดึงตระกรุดจากมือนายบุญเลิศไปพร้อมทั้งไปแขวนไว้ที่ต้นมะพร้าวตามเดิม ไม่พูดพร่ำทำเพลงนำลูกปืnทั้งสามนัdเข้าใส่ไปในลูกโม่เสร็จก็เอาปากกระบอกปืnจ่อประชิดตระกรุดพร้อมสับไกทันที เปรี้ยง เสียงปืนดังสนั่นทั่วกึกก้อง พอสิ้นเสียงปืnก็มีเสียงหนึ่งร้องขึ้นมา โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย มือกูเลือdไหลเต็มไปหมด ทุกคนหันไปมองที่ตระกรุดที่แขวนกับต้นมะพร้าวทันที่ ปรากฏว่าตระกรุดก็ยังคงแขวนอยู่ที่เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกินขึ้น จะมีก็แต่เลือdที่ไหลอาบมือของดาบไพศาลพร้อมกับปากกระบอกปืnที่แตก จนใช้การไม่ได้ของดาบไพศาลเท่านั้น เห็นไหมละกูบอกแล้วว่าครั้งเดียวก็เกินพอ นายบุญเลิศกล่าวอย่างเย้ยหยันที่ไม่เชื่อคำพูดของตนเอง แล้วท่านละมีตระกรุดคู่ชีวิตของหลวงพ่อมหาอาคมวัดดาวนิมิตแล้วหรือยัง.......

    เจ้าของตะกรุดโทนคู่ชีวิตมหาอุดหยุดปืn และเหรียญรุ่นแรกปีnแตกสะท้านปฐพี

    เหรียญหลวงพ่อมหาอาคมและพระผงรูปเหมือน
    พระครูอนุรักษ์วาปีพิสัย หลวงพ่อมหาอาคม อินฺทสโร
    วัดดาวนิมิต บึงสามพัน เพชรบูรณ์

    ชาติภูมิ
    ชื่อเดิม : ชื่อ อาคม ตระกูล ประทุมทอง
    บ้านเกิด : วันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2467 ณ บ้านโนนแดง หมู่ที่ 20 ต.ลำชี อ.กมลาพิไสย จ.กาฬสินธุ์
    ท่านเป็นบุตรโทนของนายเคน และนางแดง(เสียชีวิตแล้วทั้งสองท่าน)
    อุปสมบท : ปี พ.ศ.2487 ณ วัดบ้านโนนแดง(วัดบ้านเกิด)โดย พระสารคามมุณี เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายา “อินทสโร”
    สมณศักดิ์
    พ.ศ.2494 เป็นเจ้าอาวาสวัดบุ้งน้ำเต้า และเจ้าคณะตำบลบุ้งน้ำเต้า อ.หล่มสัก
    พ.ศ.2519 เป็นเจ้าอาวาสวัดราหุล อ.บึงสามพัน และได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
    พ.ศ.2525 เป็นพระครูสัญญาบัตรพัดยศ ชั้นโท ที่ “พระครูอนุรักษ์วาปีพิสัย” และ เจ้าคณะอำเภอบึงสามพัน พร้อมทั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดดาวนิมิต
    พ.ศ.2530 เป็นเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก ในราชทินนามเดิม
    เรื่องราวของ “หลวงพ่อมหาอาคม อินทสโร” พระผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “อาคมขลังเมืองมะขามหวาน” หากจะว่ากันให้ละเอียดแล้ว 2 ฉบับ ก็ไม่หมดเนื้อหา ดังนั้นต้องกราบขออภัยที่ต้องย่อเรื่องให้กระชับ แต่อย่างไรก็ตามผมจะพยายามให้รายละเอียดต่าง ๆ คงเดิม ตามที่ “ครูแดง” ให้ข้อมูลมาครับ
    กล่าวได้อย่างเต็มที่ว่า หลวงพ่อเป็นผู้ฝักใฝ่ในการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง จะเห็นได้ว่าเมื่อเข้าเรียนขั้นมูลหรือชั้นประถมต้น เมื่อายุ 10 ขวบ พ.ศ. 2477 ณ โรงเรียนวัดโนนแดง ต.หนองแปง อ.กมลาไสย จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ใกล้บ้าน หลวงพ่อใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นก็จบชั้นประถมปีที่ 4 ใน พ.ศ. 2480 และในปีรุ่ง พ.ศ.2481 ท่านก็ได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านตูมชัย ต.หนองแปง ในแถบบ้านเกิดของท่าน ขณะนั้นท่านอายุเพียง 14 ปี
    และดังที่ได้เรียนไว้เบื้องต้น หลวงพ่อเป็นผู้ใฝ่การศึกษา ดังนั้นในการศึกษาพระปริยัติธรรม ท่านจึงพ้นอย่างสะดวกสบาย โดยในขณะอายุ 19 ปี ท่านก็สอบนักธรรมชั้นเอกเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนั้น ท่านยังได้เรียนบาลีไวยากรควบคู่ไปอีกจนแตกฉานกว่าสามเณรในวัยเดียวกัน และเพราะความที่ชอบในการศึกษา หลังช่วงว่างจากการศึกษาบาลีไวยากรแล้ว หลวงพ่อก็เริ่มศึกษาวิชาอาคมกับพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเขตจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งแต่ละเถรคณาจารย์จะเก่งทางด้านคงกระพันชาตรีและการขับภูติผีปีศาจ แก้คุณไสยต่าง ๆ อาทิ หลวงปู่ป้อ แห่งวัดบ้านเอียด ต.เขว้า อ.เมือง จ.มหาสารคาม และตั้งแต่เป็นสามเณรหลวงพ่อก็ได้วิชาต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะ วิชาขับผี ไล่ปอบ ซึ่งหลวงพ่อก็ได้วิชานี้จนโด่งดัง สมัยเป็นสามเณรแล้ว
    หลังจากอุปสมบทอย่างต่อเนื่องเมื่ออายุครบ 20 ปี แล้วหลวงพ่อก็ได้เดินทางไปศึกษาบาลีธรรมบท ในกรุงเทพมหานคร โดยพักจำพรรษาที่วัดสระเกศ 3 พรรษาด้วยกัน และได้เปลี่ยนสำนักเรียนอีก 2-3 แห่งคือวัดสุทัศน์ และวัดมหาธาตุ แต่แล้วในปี พ.ศ. 2490 ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น ประเทศไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง เกิดวิกฤติ ข้าวยากหมากแพง จากกรุงเทพมหานคร หลวงพ่อก็ได้โยกย้ายกลับขึ้นไปทางภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ หลบภัยอดอยากจากสงครามโดยจำพรรษาอยู่ที่วัดพระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 2 พรรษา
    ก้าวแรกสู่แดนมะขามหวาน นครพ่อขุนผาเมือง”
    ปี พ.ศ. 2494 หลวงพ่อได้ออกธุดงค์จากจังหวัดเชียงใหม่ล่องใต้ตามไม้หมอนรถไฟ และข้ามน้ำข้ามห้วยปีนเขามาถึงอำเภอหล่มสักจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยจำพรรษาครั้งแรกที่วัดไพรสณฑ์วรารามและได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาสให้เป็นครูสอนบาลีธรรมเพราะในขณะนั้น หลวงพ่อได้เปรียญธรรม 4 ประโยค และในปี พ.ศ.เดียวกันนี้ หลวงพ่อก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลลุ้งน้ำเต้า อ.หล่มสัก และจุดนี้คือจุดหักเหให้ชีวิตในสมณเพศของหลวงพ่อ เป็นไปในการเผยแผ่พระศาสนา อบรมปฏิบัติธรรม จริยธรรม แก่พระภิกษุสามเณรในเขตการปกครอง ตลอดจนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยการเทศน์สั่งสอน อุบาสก อุบาสิกา และประชาชนทั่วไป จนทำให้ชื่อเสียงในการเป็นพระธรรมถึกของหลวงพ่อโด่งดังไปทั่วอำเภอและใกล้เคียง
    ในปีรุ่งขึ้น พ.ศ.2495 หลวงพ่อก็ได้รับความไว้วางใจ จากคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบูรณ์แต่งตั้งให้เป็นพระธรรมฑูต ของจังหวัดเพชรบูรณ์ มีหน้าที่ออกเผยแผ่ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป ตลอดจนพระภิกษุและสามเณรในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์และใกล้เคียง และเพื่อสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ หลวงพ่อจึงต้องจำพรรษาในจังหวัดซึ่งเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ ณ วัดมหาธาตุ พระอารามหลวงประจำจังหวัด ซึ่งเป็นวัดที่หลวงพ่ออยู่จำพรรษามากที่สุด ก่อนที่จะไปดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอบึงสามพัน
    ช่วงที่อยู่จำพรรษาที่วัดมหาธาตุ เพชรบูรณ์ หลวงพ่อได้ศึกษาวิชาทางโลกเพิ่มเติมจนได้รับสิทธิให้เข้าสอบวิชาครู และสอบได้ในประกาศนียบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการ หลักสูตร “ครูมลพิเศษ” และนับเป็นรูปแรกของพระภิกษุในจังหวัดเพชรบูรณ์ และเพราะวิสัยชอบศึกษาความรู้ในทุก ๆ แขนง เท่าที่โอกาสจะอำนวยให้จนเป็นผู้คงแก่เรียน รู้จริง ปฏิบัติจริง ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อจึงได้รับโปรดประทานจากสมเด็จพระสังฆราชาฯ ให้ดำรงตำแหน่ง “พระวินัยทรในเขตภาคเหนือ” มีหน้าที่ดูแลความเป็นระเบียบของพระภิกษุสามเณรให้อยู่ในระเบียบวินัยและกฎของมหาเถรสมาคม เขตรับผิดชอบ 8 จังหวัดทางภาคเหนือตอนล่าง อาทิ พิจิตร, นครสวรรค์, กำแพงเพชร, สุโขทัย, อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, ตากและเพชรบูรณ์
    หลวงพ่อมหาอาคมอยู่ในตำแหน่ง “พระวินัยทร” ตั้งแต่เริ่มแรก จนถึงเมื่อยกเลิกระบบการปกครองของสงฆ์ในปี พ.ศ. 2507 นับเป็นพระวินัยทรรูปสุดท้ายของจังหวัดเพชรบูรณ์
    นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2505-2517 หลวงพ่อตั้งปณิธานที่จะออกธุดงควัตร บำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมและศึกษาด้านเวทมนต์คาถาจากพระเกจิอาจารย์ต่าง ๆ เพิ่มเติม โดยเริ่มต้นจากภาคเหนือ นับแต่ พิจิตร, พิษณุโลก, สุโขทัย ข้ามภูพระวอที่ตาก ไปแม่สอดและข้ามแม่น้ำเมยเข้าไปพม่า จากนั้นจึงวกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือทางจังหวัดเลย มุ่งอีสานข้ามแม่น้ำโขงไปฝั่งลาว แขวงจำปาศักดิ์ แล้วลงภาคใต้ที่ประจวบฯ ลุยขึ้นเขาสามร้อยยอดต่อไปอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปักกลดแถบเขาโตนงาช้างของนครศรีธรรมราช, ยะลาและข้ามไปปาดังเบซาร์แดนมาลายู
    หลวงพ่อใช้เวลาการเดินทางธุดงค์ศึกษาศาสตร์ต่าง ๆพร้อมทั้งบำเพ็ญเพียรกรรมฐาน และสมาธิจิตกลางป่าดงดิบนานถึง 12 ปีเต็ม ๆ ได้วิชาความรู้ด้านเวทมนต์คาถา จากพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคมหลายรูป ทั้งฝากตัวเป็นศิษย์ และทั้งแลกเปลี่ยนวิชาอักขระยันต์ต่าง ๆ ตามแต่โอกาสจะอำนวยให้ เช่น ปี พ.ศ. 2508 ขณะธุดงค์ไปจังหวัดตาก ข้ามภูพระวอไปอำเภอแม่สอด ได้ไปขอศึกษาวิชาคงกระพันชาตรี เพิ่มเติมกับ “ครูบากัญชัย” หรือ พระครูศิริรัตนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดมาตานุสสรณ์ บ้านแม่กึ๊ดหลวง ฉายา เทพเจ้าลุ่มแม่น้ำเมย
    และในปีเดียวกันนี้ หลวงพ่อก็ได้ตัว “นะ” สำคัญยิ่งมาหนึ่งตัว นะตัวนี้หลวงพ่อเคยนำมาสักให้กับลูกศิษย์คนหนึ่งปรากฏว่าเมื่อเด็กคนนี้โตขึ้นมา ถ่ายรูปทำบัตรประชาชนไม่ติด ต้องมาสักแก้จึงถ่ายรูปทำบัตรประชาชนได้ นะตัวดังกล่าวคือ “นะลือชา” หลวงปู่แพง วัดสิงห์หารบ้านสะพือ อุบลราชธานี ศิษย์เอกเทพเจ้าภูเขาควายที่ลือลั่น “สมเด็จรุน” หลวงพ่อได้ร่ำเรียนวิชา ฝังตะกรุดทองคำใต้ท้องแขน และฝังแก้วมณี 4 ดวง (แก้วมณี โชติ-แก้วไพฑูรย์-แก้วปัทมราช-แก้ววิเชียร) คาถาเหล่านี้เป็นคาถาสารพัดนึก ใช้ได้ อยู่ยงคงกระพันมหาอุด แคล้วคลาด เมตตามหานิยม แก้คุณไสยทุกประเภท
    หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ นครสวรรค์ สุดยอดพระเกจิในอดีต ได้มอบยันต์และคาถากำกับโดยผ่านศิษย์เอกของท่านรูปหนึ่ง ซึ่งปักกลด อยู่ตรงรอยต่อของอำเภอท่าตะโก นครสวรรค์และเพชรบูรณ์ และหลวงพ่อมหาอาคมได้ไปพบเข้าพอดี นะของหลวงพ่อเดิมที่หลวงพ่อได้รับมา คือ “นะ ซ้อนหัว” ซึ่งหลวงพ่อมหาอาคมได้นำลงในตะกรุดทุกดอกของท่านที่มีการจัดสร้าง
    หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู ลพบุรี คือ พระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่หลวงพ่อได้ไปขอศึกษาวิชาอาคมโดยถวายตัวเป็นศิษย์ ซึ่งหลวงพ่อพริ้ง ได้เมตตามอบคาถา “ประสานกระดูก” ให้หลวงพ่อทำน้ำมันวิเศษ 108 รักษาประชาชนได้สารพัดโรค
    หลวงพ่อใช้ จังหวัดอุตรดิตถ์ ศิษย์เอกหลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง ภูเก็ต ได้มอบตำราและคาถาการสร้างยันต์ตะกรุดโทน “คู่ชีวิต” ให้เมื่อครั้งหลวงพ่อธุดงค์ผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์
    และเมื่อต้นปี 2513 เมื่อหลวงพ่อข้ามเขารังไปยังอำเภอชนแดน เพื่อกราบนมัสการเยี่ยมหลวงพ่อทบ ที่วัดพระพุทธบาทชนแดน เพราะทราบข่าวว่ามีคนร้ายบุกขึ้นไปปล้นทรัพย์หลวงพ่อทบบนกุฏิและคนร้ายได้ยิjหลวงพ่อทบถึง 4 นัd แต่ลูกปืbไม่ออก หลวงพ่อได้กราบเรียนหลวงพ่อทบว่า ขณะที่คนร้ายยิjหลวงพ่อทบได้ใช้คาถาอะไร ปืnคนร้ายจึงยิjไม่ออก หลวงพ่อทบท่านมีความเมตตา และชอบพอนิสัยหลวงพ่อมหาอาคมอยู่ก่อนแล้ว จึงได้ท่องคาถาให้หลวงพ่อมหาอาคมฟัง 1 เที่ยว แล้วลองให้หลวงพ่อท่องให้ฟัง ปรากฏว่าหลวงพ่อมหาอาคมท่องได้ถูกหมดและแม่นยำ หลวงพ่อทบจึงได้บอกว่าเอาไปใช้ดูเป็นคาถาดับไฟดับปืnให้เป็นน้ำ ซึ่งก่อนหน้านี้หลวงพ่อมหาอาคมก็เคยได้คาถา “เมตตาค้าขายดี” ของหลวงพ่อทบมาก่อนแล้ว โดยผ่านโยมผู้หญิงกลางคนหนึ่งที่เป็นศิษย์หลวงพ่อทบ ซึ่งโยมผู้นั้นมีอาชีพค้าขาย ต้องการค้าขายดี ร่ำรวย จึงได้พาลูกและครอบครัวไปกราบขอพึ่งบารมีหลวงพ่อทบ ซึ่งท่านได้เมตตาเขียนเป็นตัวหนังสือขอมลงในกระดาษแทนผ้ายันต์ เพื่อให้ไปบูชา เมื่อได้คาถามาแล้วโยมผู้นั้นอ่านไม่ออก ก็นำคาถาบทนั้นมาให้หลวงพ่อมหาอาคมอ่านและแปลให้ฟัง หลวงพ่ออ่านและแปลจนเข้าใจและท่องจำได้ขึ้นใจ เมื่อมีโอกาสพบหลวงพ่อทบจึงท่องให้ฟัง ซึ่งหลวงพ่อทบบอกว่าใช่ ความจำมหาดีมาก ฉันยกให้ลองเอาไปใช้ดูนะแม้จะได้วิชาอาคมจากพระเกจิชื่อดังแห่งยุคหลาย ๆ รูป แต่ดูเหมือนจะไม่อิ่มในการใฝ่เรียนรู้ของหลวงพ่อมหาอาคมเพราะแม้แต่คฤหัสคนใดที่เก่งจริงรู้จริง หรือจะเป็นเทพเป็นร่างทรง ท่านเป็นขอศึกษาเล่าเรียนทันที เช่น “หลวงปู่ทองคำ” ซึ่งอยู่ในร่างทรงของผู้ประพฤติดี ปฏิบัติดี ท่านหนึ่ง (หลวงปู่ทองคำ เป็นพระภิกษุที่มรณภาพกว่า 400 ปีแล้ว) หลวงพ่อมหาอาคมก็เคยฝากตัวเป็นศิษย์ และได้คาถาดี ๆ จากองค์ที่นับถือเป็นครูอาจารย์
    12 ปี แห่งการแสวงหาและบำเพ็ญเพียรของหลวงพ่อมหาอาคม ได้ทำให้วัตถุมงคลของท่านมีพุทธาคมเข้มขลัง มีพลังแห่งอิทธิฤทธิ์และบุญฤทธิ์สูงส่ง
    และเป็นที่มาแห่งฉายา“อาคมขลัง เมืองมะขามหวาน”
    และนับแต่ปี พ.ศ. 2520 หยุดการธุดงค์แล้ว 15 ปี หลวงพ่อก็เริ่มจำพรรษาที่วัดบ้านราหุล ต.โคกตะยอ อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ ตามคำนิมนต์ ของบรรดาศิษย์และได้ค้นหาภูเขาเล็ก ๆ ที่เคยเดินธุดงค์มาพบ เพราะเหมาะแก่การสร้างวัด เมื่อค้นพบแล้วจึงชวนชาวบ้านและคณะศิษย์ย้ายจากวัดราหุล เริ่มก่อสร้างวัดขึ้นใหม่ ในทำเลนี้ ซึ่งก็คือ วัดดาวนิมิต ในปัจจุบัน
    มารณกาล
    หลวงพ่อมหาอาคมถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชราในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ นับเป็นการสูญเสียพระเถระผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบไปอีกรูปหนึ่ง สุดท้ายนี้จะได้นำเอาคำสั่งสอนของหลวงพ่อมาลงไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ดังนี้
    "มนุษย์และสัตว์ในโลกนี้ เขาเหล่านั้นมาเกิด
    เขาไม่รู้ว่าชาติความเกิดเป็นทุกข์ ชราความแก่เป็นทุกข์
    พยาธิความป่วยไข้เป็นทุกข์ มรณะ ความตายก็เป็นทุกข์
    เกิดมาแล้วโตขึ้นมาจึงเห็นความทุกข์ จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย
    ถ้าเขารู้คงไม่มาเกิดและไม่มีใครอยากเกิดด้วย
    เกิด แก่ เจ็บ ตาe สี่อย่างนี้มาพร้อมกันตั้งแต่เกิด
    ถ้าไม่เกิด ก็ไม่แก่ ถ้าไม่แก่ก็ไม่เจ็บ ถ้าไม่เจ็บก็ไม่ตาย
    เขาเรียกกันว่าธรรมชาติ เป็นธรรมดาของโลกต้องเป็นไปอย่างนั้น
    ขันธ์ทั้ง ๕ (ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ)
    ไม่มีเจ้าของ ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้เสวย ไม่มีผู้ตั้งมั่น ไม่มีผู้ดำเนิน
    (ดังนั้นจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ว่าเป็นตัวเรา
    และไม่ควรยึดมั่นสิ่งทั้งหลายว่าเป็นของเรา)"

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    ยกชุด 2 องค์
    ๑.เหรียญหลวงพ่ออาคม
    ๒.พระผงรูปเหมือน

    ให้บูชา 270 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20240822_225357.jpg IMG_20240822_225420.jpg IMG_20240822_225444.jpg IMG_20240822_225505.jpg IMG_20240822_225532.jpg IMG_20240822_225553.jpg FB_IMG_1724342212031.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 มิถุนายน 2026 at 21:34
  2. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,260
    ค่าพลัง:
    +5,951
    จองครับ
     
  3. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,260
    ค่าพลัง:
    +5,951
    จองครับ
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,451
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1780566460544.jpg

    ประวัติหลวงพ่อเพี้ยนบางส่วนที่ลงในหนังสืองานอายุวัฒนะมงคล 80 ปี
    *ส่วนด้านพุทธาคม ผมได้เคยสอบถามหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกว่าได้รับทำสอน-แนะนำ จาก หลวงพ่อเนตร วัดตุ๊กตา,หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว,หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม และอีกหลายรูป เป็นต้น
    ด้านวัตถุมงคลของดีของหลวงพ่อเพี้ยน ท่านได้ทำมากมายหลายรุ่นหลายพิมพ์โดยเริ่มสร้าง ตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ ครับ

    ที่มา คุณ เอกดวงดี

    ประวัติของหลวงพ่อเพี้ยน อดีตเจ้าอาวาสวัดตุ๊กตา นามเดิมว่า เพี้ยน แซ่ลี่ เกิดวันที่ 3 พฤษภาคม 2472 หมู่ 3 ต.บางกระเบา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สันติ ศรีประทีป อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดตุ๊กตา ต.บางกระเบา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2494 โดยมีเจ้าอธิการเนตร มหิสสโร วัดตุ๊กตา เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการผูก พุทธัสสโร วัดใหม่สุปดิษฐาราม อ.นครชัยครี จ.นครปฐม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระธรรมธรมูล ธัมมโชโต วัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ซึ่งหลวงพ่อเพี้ยน ถือเป็นพระเกจิชื่อดังอีกรูปหนึ่งแห่งจังหวัดนครปฐม วัตถุมงคลเด่นดังเรื่องความแคล้วคลาดปลอดภัย
    ..ที่มาข่าวสด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    สมเด็จจันทร์ลอย ผงว่าน ๑๐๘ รุ่น ๑ ปี ๒๕๓๐

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260604_181143.jpg IMG_20260604_181210.jpg IMG_20260604_181239.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,451
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1780580191605.jpg

    เหรียญพ่อแฟ้ม วัดป่า(อรัญญิกาวาส) ปี๒๕๑๖ จ.ชลบุรี ศิษย์เอกสืบทอดวิชาหลวงปู่เฮี้ยงวัดป่า
    รุ่น ฉลองอายุครบ ๖๐ ปี ปลุกเสกโดยพระเกจิคณาจารย์ชื่อดังสายภาคตะวันออกหลายรูป นำโดย
    หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่
    หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส
    หลวงพ่อเริ่ม วัดจุกกะเฌอ
    หลวงปู่แจ่ม วัดสำเภาทอง
    หลวงปู่ชื่น วัดมาบข่า
    หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ
    หลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า
    และเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคตะวันออกอีกหลายท่าน
    พิธีดี พิธีใหญ่ กล่องเดิมครับ



    ท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกองค์ของหลวงพ่อบุญส่ง วัดสันติวนารามจันทบุรี

    เหรียญรุ่นแรก ของหลวงพ่อแฟ้ม ฉลองอายุ ครบ ๖๐ ปี เนื้อทองแดง พิธีมหาพุทธาภิเษก 30 มีนาคม 2516 พระเกจิคณาจารย์ร่วมปลุกเสก เช่น หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง หลวงปู่แจ่ม หลวงปู่คร่ำ หลวงปู่ชื่น หลวงปู่บุญ ฯ
    พุทธคุณเด่นในด้านเมตตามหานิยมแคล้วคลาดปลอดภัย และมีประสบการณ์สูง จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่อยากให้ตำแหน่งหน้าที่การงานเจริญเติบโตก้าวหน้า หรือ ผู้ที่มีใจใฝ่ทางด้านการเสี่ยงโชคลาภทุกชนิด ควรมีไว้บูชาพกพาติดตัวไว้เป็นอย่างเนืองนิจ ทั้งผู้ที่นิยม และศรัทธา รวมไปถึงผู้นำ นักการปกครอง ผู้บังคับบัญชา หรือ นักบริหารทุกระดับชั้น ข้าราชการทุกตำแหน่ง ทุกประเภทไม่ว่าชั้นผู้ใหญ่ ชั้นผู้น้อย นายทหารทุกเหล่าทัพ (โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติภารกิจอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) ตำรวจ ครูบาอาจารย์ นักพูด นักขาย (ที่ต้องหายอดลูกค้า) นักเจรจา ดารา นักร้อง นักแสดง ผู้ที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทุกประเภท นักกีฬาทุกประเภท นักทำมาหากินทุกประเภท มนุษย์เงินเดือน ผู้ที่ต้องแข่งขันกับผู้อื่น ไม่ว่าทั้งโดยตรง หรือโดยอ้อม พ่อค้า แม่ค้า ประชาชนทั่วไป ก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน ควรมีไว้บูชาเป็นอย่างยิ่ง
    พุทธคุณแรงเกินราคา คุ้มค่ามากๆๆๆ กับความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน การมีชื่อเสียง ตำแหน่งที่สูงขึ้น การมีโชคลาภขั้นสูง มหาเสน่ห์ มหานิยมที่รุนแรง การชนะเหนือคู่แข่ง
    คาถาอารธนาพระ
    โตเสนโต วะระธัมเมนะ
    โตสัฏฐาเน สิเว วะเร
    โตสัง อะกาสิ ชันตูนัง
    โตสะจิตตัง นะมามิหังข่งขันทั้งหลาย ฯลฯ เป็นต้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    1780580202597.jpg 1780580205277.jpg 1780580207922.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 มิถุนายน 2026 at 00:06
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,451
    ค่าพลัง:
    +21,469
    f0aa45_dfbf2347fd004d20a3eb5bb7d49a9524~mv2.jpg
    หลวงพ่อชื่น วัดมาบข่า
    เกจิ5เสือระยอง
    เหรียญรุ่นแรกขลังจริง...“ยิjไม่ออก”
    พระอุปัชฌาย์ “หลวงพ่อเชย”วัดกระเฉท
    วันก่อนทีมข่าวหนังสือพิมพ์คัมภีร์นิวส์ นำโดย นายอนุชา ทรงศิริ บรรณาธิการ เดินทางเข้ากราบ หลวงพ่อเชย ถาวโร พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดกระเฉท จ.ระยอง ท่านได้เมตตาให้สัมภาษณ์ และพูดถึงครูบาอาจารย์ของท่าน ที่ถ่ายทอดวิชาอาคมให้ นั่นคือ “หลวงพ่อชื่น วัดมาบข่า”
    ก่อนที่จะชมคลิปการสัมภาษณ์หลวงพ่อเชย มาศึกษาประวัติ หลวงพ่อชื่นกันก่อน

    "หลวงพ่อชื่น สุจิตโต" หรือพระครูพิพิธวรญาณ อดีตเจ้าอาวาสวัดมาบข่า อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง ท่านเป็นเกจิ 5 เสือแห่งระยองที่อาวุโสใกล้เคียงกันประกอบด้วย 1.หลวงพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง 2.หลวงพ่อหิน วัดหนองสนม 3.หลวงพ่อหอม วัดชากหมาก 4.หลวงพ่อชื่น วัดมาบข่า 5.หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ทั้งนี้ ท่านมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักโด่งดังในภาคตะวันออกมานานก่อนหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ประมาณ10 ปี เคยได้รับนิมนต์เข้าร่วมงานพุทธาภิเษกพระเครื่องใหญ่ๆ เช่น พิธี 25 พุทธศตวรรษ, พิธีวัดประสาทบุญญาวาส, พิธีวัดท่าเกวียน รวมทั้งพิธีพระกริ่งไชยคีรี ของหลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว นครปฐม ที่รวมพระเกจิอาจารย์ทรงวิทยาคมทั่วประเทศทุกจังหวัด แต่ท่านเป็น 1 ใน 9 เกจิที่ได้รับนิมนต์ให้ปลุกเสกเม็ดกริ่ง ที่จะใช้บรรจุในพระกริ่งไชยคีรี

    เสียดายประวัติของท่านหายากมากเพราะท่านเป็นพระสันโดษ ใครไปถามรายละเอียดประวัติส่วนตัว ท่านจะไม่ยอมบอก อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านและคนในแถบพื้นที่ล้วนให้ความเคารพยกย่อง ในความเก่งกล้าของหลวงพ่อชื่นว่าเป็นหนึ่งในระยองเหมือนกัน

    ชาติภูมิเป็นชาวมาบข่าโดยกำเนิดเกิดที่บ้านห้วงตาถึงหมู่ 4 ต.มาบข่า อ.บ้านค่าย จ.ระยอง และได้ย้ายไปอยู่บ้านหนองผักหนาม(บริเวณท้องที่เดียวกัน) ท่านเกิดเมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๔ค่ำเดือน 8 ตรงกับวันที่ 6 ก.ค. 2436 ปีมะเมีย บิดาชื่อ “เหน่ง” มารดาชื่อ “จ้อย” นามสกุล”บุญทีวะ” มีพี่น้องด้วยกัน 7 คือ 1.หลวงพ่อชื่น บุญทีวะ 2.นางแวว 3.นางเป้า 4.นางปุ้ย 5.นายบุญมาก 6.นางเชย 7.เป็นผู้ชายคลอดมาได้ 5 วันแล้วเสียชีวิต ครอบครัวประกอบอาชีพทำไร่ทำนาและเก็บของป่าขาย มีงานอดิเรกคือการจักสานเล็กๆน้อยๆ

    ในเยาว์วัยท่านมีความจำเป็นเลิศกว่าเด็กในวัยเดียวกันและชอบฟังเทศน์มหาชาติมากโดยเฉพาะพระเวสสันดรชาดก โดยจะจดจำนำมาร้องเล่นตามประสาเด็ก แถมเสียงดีเสียด้วย ด้านการศึกษาได้หาความรู้จากวัดเหมือนกับคนทั่วๆไปในสมัยนั้น เพียงแต่ท่านจะตั้งใจเรียนกว่าคนอื่นวิ่งเล่นกัน โดยได้เรียนเพิ่มเติมกับหลวงพ่อจาด วัดบ้านสวน จ.ชลบุรี ซึ่งมาจำวัดอยู่ที่วัดมาบข่า จนท่านอ่านออกเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว

    เมื่ออายุ 19 ปีได้ถูกคัดเลือกไปเป็นทหารเรืออยู่ 2 ปี ช่วงที่เป็นทหารอยู่นั้นในยามว่างท่านจะท่องหนังสือสวดมนต์จนจำได้หมด ไม่ว่าจะเป็นเจ็ดตำนาน,สิบสองตำนาน,ธรรมจักรกัปวัตนสูตรและสมัยสูตรเพราะตั้งใจว่า เมื่อพ้นภาระหน้าที่รับใช้ชาติเมื่อใดจะขอบวชทันที ดังนั้น พอปลดประจำการกลับมาบ้านเพียง 3 วัน ท่านก็บอกกับบิดาและมารดาว่าจะบวช ทำให้โยมทั้งสองปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง

    หลังจากนั้นในวันที่ 10 ก.ค. 2458 ท่านจึงเข้าอุปสมบท ณ วัดทับมา จ.ระยอง โดยมีหลวงพ่อขาว เจ้าอาวาสวัดทับมาในสมัยนั้นเป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อทองอยู่ เจ้าอาวาสวัดมาบข่า เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อจี๊ด เจ้าอาวาสวัดเขาโบสถ์(เขาซากแขก) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และมีหลวงพ่อหิน วัดหนองสนม เป็นพระอาจารย์บอกอนุศาสน์ ได้รับฉายาว่า “สุจิตโต”

    หลังบวชแล้วท่านได้อยู่รับใช้หลวงพ่อทองอยู่ที่วัดมาบข่ามาโดยตลอด โดยช่วงหนึ่งได้ไปจำพรรษาที่วัดเขาโบสถ์นาน 2 เดือนเพื่อเรียนภาษาขอมกับหลวงพ่อจี๊ดจนอ่านออกเขียนได้ และได้เริ่มศึกษาพระปริยัติธรรมครั้งแรกที่วัดป่าประดู่ จ.ระยองโดยมีหลวงพ่อแอ่วเป็นครูสอน

    หลวงพ่อชื่นเป็นพระที่ดำรงตนอย่างสมถะ ไม่ยึดติด หรือมุ่งหวังในเรื่องลาภยศสรรเสริญ เรื่องสมศักดิ์หรือตำแหน่งหน้าที่ท่านไม่เคยใฝ่ฝันดิ้นรนขวนขวายเพราะท่านถ่อมตนอยู่เสมอว่า หนังสือท่านไม่ค่อยเก่ง แต่ก็ต้องยอมรับและปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีตลอดมา โดยตำแหน่งที่ได้รับคือ

    ปีพ.ศ.2486 เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง ปีพ.ศ.2493 เป็นพระครูชั้นประทวนสมณศักดิ์ ปีพ.ศ.2495 เป็นเจ้าคณะตำบลหนองละลอก ปีพ.ศ.2500 เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นตรีที่ “พระครูพิพิธวรญาณ” และปีพ.ศ.2501 เป็นพระอุปัชฌาย์

    หลวงพ่อชื่นมีอุปนิสัยอ่อนโยน พูดจาเรียบร้อย นุ่มนวลเสียงทุ้มลึกกังวานแจ่มใสแต่แฝงไว้นุ่มนวลเสียงทุ้มลึกกังวาน เป็นพระที่สุขุม มีสติปัญญาความคิดปฏิภาณเฉียบแหลมว่องไว สามารถแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ทันที แม้จะเป็นพระที่หัวโบราณ แต่ก็ทันสมัยอยู่เสมอ อีกทั้งมีเมตตาธรรมสูง เวลาคุยกับญาติโยมจะนั่งพับเพียบไม่ค่อยเปลี่ยนอิริยาบถ กล่าวคือนั่งท่าไหนก็ท่านั้นจนเสร็จกิจกรรมนั้นๆ ลพ. ไม่เลือกชนชั้นว่าผู้ดีหรือยากจน และพบหลวงพ่อได้ทุกโอกาส

    ในด้านวิชาอาคมและการปฏิบัติ หลวงพ่อชื่นได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อขาว วัดทับมา หลวงพ่อทองอยู่ วัดมาบข่า และเกจิดังๆในยุคนั้นอีกหลายองค์ แต่ที่โดดเด่นเป็นที่รับรู้โดยทั่วก็คือ ท่านมีความเชี่ยวชาญด้านหมอแผนโบราณ,หมอกระดูก ใครเจ็บป่วยก็จะมาตามท่านไปรักษา ไม่ว่าจะเวลาใด หรือดึกแค่ไหนก็ไม่เคยปฏิเสธ ท่านจะรักษาให้ทุกรายจนเป็นที่นับถือเลื่อมใสของชาวบ้าน นอกจากนี้ น้ำมนต์ไล่ภูตผีของท่านกล่าวขานกันว่าขลังมาก

    ช่วงบั้นปลายชีวิตในปีพ.ศ.2521 ได้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับท่าน ครั้งหนึ่งท่านมีกิจนิมนต์ 2 แห่งคือช่วงเพลที่โรงงานโม่แป้งมัน(มาบข่า)และช่วงเย็นที่สวนศรีเมือง เหตุการณ์ที่โรงโม่แป้งมัน หลังจากทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ฉันภัตตาหาร และให้พรแล้ว ท่านได้สั่งให้เดินเครื่องโม่แป้งแล้วเริ่มประพรมน้ำพระพุทธมนต์ เมื่อใกล้จะเสร็จเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เมื่อสายพานเย่อเอาจีวรจนดึงตัวของท่านติดกับสายพานซึ่งมีอยู่ 3 เส้นๆละ 8 นิ้ว แม้ท่านจะดึงจีวรกลับแต่สู้แรงเครื่องไม่ได้ จึงท่องคาถาแคล้วคลาดว่า

    “ยัมมะโข ภะคะวันตัง สะระณังคะตาติ อุทธังอัทโธ นะโมพุทธายะ พุทธังปัดคลาดแคล้ว ธังมังปัดคลาดแคล้ว สังฆังปัดคลาดแคล้ว พระเจ้าเกิดแล้ว อิติปิโส ภะคะวาติ” เมื่อว่าจบเครื่องยนต์ก็ดับพอดี ปรากฏว่าสายพานขาด 1 เส้น อีก 2 เส้นหลุดจากหัวต่อ ชาวบ้านจึงช่วยกันนำท่านส่งโรงพยาบาลระยองท่านสลบไปชั่วครู่ พอฟื้นมาก็พบกับหมอและพยาบาลหญิง ท่านจึงขอย้ายมาที่โรงพยาบาลสัตหีบ(อาภากรเกียรติวงศ์) โดยรักษาอยู่หลายเดือนจึงหาย แม้ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม แต่ก็รับนิมนต์ตลอดเพราะท่านเป้นพระที่เกรงใจญาติโยม ไม่ชอบขัดศรัทธา

    ถึงปีพ.ศ.2523 อาการของท่านยังทรงๆอยู่เช่นเดิมและมีโรคปวดท้องเพิ่มขึ้นมาอีก แม้จะฉันยาหม้อก็ไม่ทุเลา กลับมีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆจนต้องเข้าโรงพยาบาลสัตหีบอีกครั้ง อยู่ได้10 วันแพทย์ก็ยังหาสาเหตุของโรคไม่พบ จึงนำอุจจาระไปตรวจพบว่ามีเลือดปนออกมา เมื่อใช้สายยางดูดเอาน้ำในกระเพาะอาหารออกมาตรวจอีกครั้ง ปรากฏว่ามีเลือดสดๆปะปนมากับน้ำนั้นด้วย จึงสันนิษฐานว่า ท่านเป็นแผลในกระเพาะอาหารและต้องผ่าตัด แต่ท่านไม่ยอมให้ผ่าตัดและขอกลับวัด ทางโรงพยาบาลไม่ยอมให้กลับ กระทั่งอาการหนักขึ้นท่านจึงยอมให้ผ่าตัด

    ผลปรากฏว่า ท่านเป็นแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ทะลุโดยแผลที่ทะลุนั้นอยู่ตรงถุงน้ำดีและตับอ่อนพอดีไม่สามารถจะตัดต่อลำไส้ได้จึงอุดช่องเดิมแล้วลัดตรงข้ามแผลไปออกลำไส้ เมื่อท่านฟื้นขึ้นมาอาการก็ยังไม่ดีขึ้นต้องนำเข้าห้องไอซียูอีกครั้ง สุดท้ายท่านก็มรณภาพไปด้วยอาการสงบเมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2523 สิริอายุ 87 ปี

    วัตถุมงคลหลวงพ่อชื่นมีจัดสร้างไม่กี่รุ่น ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือเหรียญรุ่นแรก ปีพ.ศ. 2511 ซึ่งมีหลายบล็อก แต่ที่เล่นกันในพื้นที่เป็นสากลคือ “บล็อกหน้าหนุ่ม เนื้ออัลปาก้า” ถ้าเป็นเหรียญชุบนิกเกิล หน้าดูใหญ่ๆ จะเล่นหากันถูกกว่ามาก แต่ที่ต้องระวังคือเหรียญเก๊ที่ทำออกมานานนับสิบปีแล้ว เคยได้ยินชาวบ้านในแถบมาบตาพุด กล่าวถึงเหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อชื่น ซึ่งคนในพื้นที่ยกนิ้วโป้งให้ว่ามีประสบการณ์มาก เคยมีการเอาไปลองยิj ปรากฏว่า"ยิjไม่ออก" ส่วนรูปหล่อโบราณ สร้างประมาณปี 2507 เป็นหล่อแบบโบราณ เทหล่อกันในวัด ประสบการณ์ด้านแคล้วคลาดดีเหมือนกัน

    สำหรับนักเล่นสายตรงแล้ว บอกว่าพระเครื่องของท่าน “สุดยอด”ทุกอย่างขอเพียงให้เป็นของแท้ แม้ราคาเช่าหาจะไม่สูงเหมือนเกจิระยององค์อื่นๆ แต่ก็หายากขึ้นทุกวัน เพราะคนพื้นที่ตามเก็บหมด ที่สำคัญ เชื่อกนัว่าหากมีวัตถุมงคลของท่าน ชีวิตจะสดชื่น ทำการใดจะราบรื่นสมกับชื่อของท่าน

    ที่มาคัมภีร์นิวส์
    เกจิ5เสือ ระยอง
    รูปภาพนักเขียน: อ.อนุชา ทรงศิริ
    อ.อนุชา ทรงศิริ
    20 มิ.ย. 2564

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    หลวงปู่คร่ำ-ยโสธโร-วัดวังหว้า (1).jpg

    พระมงคลศิลาจารย์ หรือหลวงปู่คร่ำ
    ยโสธโรซึ่งชาววังหว้าและหมู่บ้านใกล้เคียงเรียกนามท่านว่า”ท่านพ่อคร่ำ”ท่านมีอายุ๑๐๐ปีบริบูรณ์เมื่อวันที่๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๐ พรรษา
    ๘๐นับเป็นพระเถระที่มีพรรษาสูงสุดของเมืองไทยรูปหนึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ศรัทธาของประชาชนทั่วประเทศ
    หลวงปู่คร่ำเป็นพระภิกษุที่มีบุญญาบารมีเป็นที่ปรากฏแก่ประชาชนมาเป็นเวลานานแล้ว
    ท่านมีคุณูปการแก่สังคมหลายวงการอย่างกว้างขวาง ทั้งฝ่ายจักรและ
    อาณาจักรทั้งในจังหวัดระยองและจังหวัดอื่นๆและเป็นปูชนียบุคคลที่ได้รับการ
    คารวะศรัทธาเป็นอย่างสูงจากชาวพุทธทั่วประเทศ
    เห็นได้จากงานพุทธาภิเษกที่สำคัญที่จัดในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
    อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมือง หลวงปู่จะได้รับนิมนต์ไปร่วมพิธีเกือบทุกครั้ง
    เนื่องจากมีผู้ให้ความเคารพศรัทธาหลวงปู่คร่ำจำนวนมากต่างพากันยึดหลวงปู่เป็นสรณะในยามที่ต้องเผชิญ
    กับภาวะคับขัน ทั้งยังขอพรบารมีจากท่านช่วยบันดาลใช้ประสบโชคลาภ ประสบความสำเร็จสมปรารถนา
    มีความสุขสมหวังในชีวิตจึงมีผู้ให้สมญานามท่านว่า”เทพเจ้าของชาวระยอง”บ้าง”ท่านพ่อแห่งฝั่งทะเลตะวันออก”
    บ้าง”เทพเจ้าแห่งภาคตะวันออก”ฯลฯรวมความว่าหลวงปู่คร่ำเป็นพระที่อยู่ในใจของทุกคน
    กำเนิดหลวงปู่คร่ำมีนามเดิมว่า คร่ำ อรัญวงศ์ ท่านเกิด วันพุธ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีระกา
    ตรงกับวันที่๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๐ ที่บ้านวังหว้า ตำบลวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โยมบิดาชื่อ
    นายครวญ อรัญวงศ์ โยมมารดาชื่อ นางต้อย อรัญวงศ์
    หลวงปู่เป็นบุตรคนโต มีน้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน๓คนเป็นชายสองหญิงหนึ่งคือ
    ๑. นางเลื่อม อรัญวงศ์
    ๒. นายเกิด อรัญวงศ์
    ๓. นายทองสุข อรัญวงศ์
    ต้นตระกุลของหลวงปู่
    ตั้งรกรากอยู่ที่บ้านวังหว้ามาช้านานหลายชั่วอายุคนมีญาติพี่น้องมากมายหลายสาย
    หลายตระกุลครอบครัวของท่านประกอบอาชีพเกษตรกรรมเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ในย่านนั้น เฉพาะอย่างยิ่ง
    อาชีพทำสวนพริกไทย ซึ่งเป็นสินค้าที่มีชื่อของอำเภอแกลงในสมัยนั้นเช่นเดียวกับจังหวัดจันทบุรี
    ที่มีเขตแดนติดกัน(เดิมอำเภอแกลงขึ้นอยู่กับจันทบุรี)
    เล่ากันว่าเมื่อหลวงปู่อายุได้ ๑๕ ปี หลังจากไปเรียนหนังสือที่วัดระยะหนึ่งแล้ว
    ก็กลับมาช่วยครอบครัวประกอบอาชีพสวนพริกไทย ดังที่บรรพบุรุษทำกันมา แต่ครั้งนั้นได้เกิดฝนแล้งไปทั่ว
    บรรดาสวนพริกไทยในละแวกนั้นทั้งหมดได้พากันเหี่ยวแห้งเฉาตายชาวบ้านแถบหมดตัวไปตามๆกันทุกครัวเรือน
    ครอบครัวหลวงปู่คร่ำจึงได้เลิกทำสวนพริกไทยและหันไปประกอบอาชีพอื่นตั้งแต่นั้นมา
    การศึกษา เมื่อเยาว์วัย หลวงปู่คร่ำเป็นเด็กฉลาดมีไหวพริบปฏิภาณดี
    เมื่ออายุได้ประมาณ๑๑ปีโยมบิดาได้นำไปฝากเรียนหนังสือกับพระอาจารย์ตรีเจ้าอาวาสวัดวังหว้า ตำบลวังหว้า
    ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน โดยจัดพานดอกไม้ธูปเทียน
    เครื่องสักการะนำไปถวายในวันพฤหัสบดี(วันครู)ตามประเพณีการเล่าเรียนและการบวชเรียนของสังคมไทยเราแต่โบราณมา
    ในสมัยนั้นต้องเรียนกันตามวัด อาศัยวัดเป็นโรงเรียน มีพระเป็นครูสอน
    การเรียนไม่มีหลักสูตรกำหนดไว้ชัดเจนเช่นปัจจุบันแต่พระก็สอนจนลูกศิษย์สามารถอ่านออกและเขียนได้เป้นอย่างดีทั้งอักษรไทย
    และอักษรขอมซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมากเนื่องจากตำราต่างๆสมัยก่อนเฉพาะอย่างยิ่งคัมภีร์ทาง
    พุทธศาสนาจะเขียนด้วยอักศรขอมทั้งสิ้น ไม่มีหนังสือที่พิมพ์ด้วยอักษรไทยเช่นทุกวันนี้
    ผู้ที่เรียนหนังสือจะต้องเรียนภาษาไทยควบคู่ไปกับภาษาขอมด้วยเสมอ
    การเรียนของหลวงปู่คร่ำนั้นมิได้เรียนเฉพาะที่วัดวังหว้าเท่านั้นท่านยังไปเรียนต่อกับสมภาร
    หลำ ที่วัดพลงช้างเผือก ซึ่งอยู่ใกล้กับตำบลวังหว้าอีกด้วยเรียนอยู่จนอายุได้๑๕ปี
    มีความรู้หนังสือดีแล้วจึงได้กลับไปอยู่กับบิดามารดาตามเดิม เพื่อช่วยเหลือครอบครัวประกอบอาชีพต่อไป
    สมณเพศ เมื่ออายุครบ๒๐ปีหลวงปู่ได้อุปสมบทที่วัดวังหว้าเมื่อวันจันทร์ แรม ๗ ค่ำ ปีมะเส็ง
    ตรงกับวันที่๑๑มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๐ ได้รับฉายาว่า”ยโสธโร”แปลว่าผู้ทรงไว้ซึ่งยศหรือผู้ดำรงยศ
    พระอุปัชฌาย์ คือ พระครูสังฆการบูรพทิศ (ปั้น อินทสโร) เจ้าคณะแขวงแกลงวัดราชบัลลังก์
    พระกรรมวาจารย์ คือพระใบฎีกาหลำ ปัญญายิ่ง รองเจ้าคณะแขวงแกลง วัดพลงช้างเผือก
    พระอนุสาวนาจารย์ คือพระอธิการเผื่อน เจ้าอาวาสวัดวังหว้า
    หลวงปู่คร่ำมุ่งศึกษาด้านพระธรรมวินัยซึ่งเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของพุทธศาสนาและหลักธรรมของ
    องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยนั้นวัดวังหว้ายังไม่มีสำนักสอนธรรม
    หลวงปู่ต้องไปเรียนที่วัดพลงช้างเผือก และสอบได้นักธรรมตรีและโทเป็นลำดับ
    นอกจากเรียนรู้พระธรรมวินัยเป็นพื้นฐานแล้ว ท่านยังศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ
    และตำรับยาสมุนไพรจนมีความรู้ความสามารถนำไปใช้บำบัดรักษาช่วยเหลือชาวบ้านได้เป็นอย่างดี
    ในสมันที่ยังไม่มีสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลดังเช่นทุกวันนี้ วิชาที่หลวงปู่ชำนาญเป็นพิเศษ คือ
    กรรมวิธีต่อและประสานกระดูกอันเกิดจากอุบัติเหตุต่างๆ
    มีผู้มารับการรักษาที่วัดวังหว้าเป็นประจำและหายกลับไปทุกคน จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว
    การศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐานและพุทธาคม หลวงปู่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของ
    พระครูนิวาสธรรมสาร(หลวงพ่อโต) วัดเขากะโดนและวัดเขาบ่อทอง
    ซึ่งหลวงพ่อโตเป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐานชำนาญการธุดงควัตร เป็นผู้มีพลังจิตรแก่กล้า
    และวิทยาคมขลังเป็นเลิศ
    หลวงปู่คร่ำได้ร่ำเรียนด้วยอุตสาหะพากเพียรจนมีความรู้ความชำนาญในวิชาอาคมหลายด้านเมื่อกลับมาที่วัดวังหว้าก็
    ได้ฝึกฝนพลังจิตเจริญสมาธิภาวนาโดยตลอดมิได้ขาด
    ในกาลต่อมาหลวงปู่ได้ใช้วิทยาคมที่ได้ฝึกฝนร่ำเรียนมานั้นให้เป็นประโยชน์
    ต่อญาติโยมและบุคคลทั่วไปนานัปการจนชื่อเสียงเกียรติคุณขจรไกลไปทั่วเมืองไทยและต่างประเทศ
    สิ่งหนึ่งที่หลวงปู่ยึดมั่นโดยตลอดคือ กตัญญุตาการรำลึกถึงคุณของบูรพาจารย์
    ทุกปีของหลวงปู่จะประกอบพิธีไหว้ครู ตามหลักปฏิบัติสืบเนื่องมาไม่เคยขาด
    จึงส่งผลให้หลวงปู่คร่ำเจริญยิ่ง ด้วยชื่อเสียงเกียรติคุณตลอดมา
    การปกครองและอบรมสานุศิษย์หลังจากหลวงปู่อบรมได้ ๔ พรรษา
    พระอธิการเผื่อนเจ้าอาวาสวัดวังหว้าได้มรณภาพลงหลวงปู่คร่ำได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เจ้าอาวาสสืบแทน
    หลวงปู่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างแก่พระภิกษุสงฆ์โดยทั่วไป จึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆดังนี้
    ปี พ.ศ. ๒๔๖๔เป็นเจ้าอาวาสวัดวังหว้า
    ปี พ.ศ. ๒๔๗๔เป็นเจ้าคณะหมวดเนินฆ้อ
    ปี พ.ศ. ๒๔๗๙เป็นเจ้าคณะตำบลเนินฆ้อ
    ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ เป็นพระอุปัชฌาย์
    เมื่อหลวงปู่สูงอายุขึ้น สุขภาพพลานามัยไม่สมบูรณ์ จึงลาออกจากเจ้าคณะตำบลเนินฆ้อ
    มุ่งสร้างเสนาสนะและปฎิสังขรณ์วัดวังหว้าจนเจริญรุ่งเรืองตราบเท่าทุกวันนี้
    หลวงปู่คร่ำได้อบรมสั่งสอนศิษย์ให้ยึดมั่นในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์
    ประพฤติปฏิบัติตนในทางที่ถูกที่ควร ท่านได้กำหนดระเบียบการปกครองของวัดวังหว้า
    ให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติและระเบียบคณะสงฆ์ กฎมหาเถรสมาคม รวมทั้งระเบียบต่างๆของทางราชการทุกประการ
    กฎระเบียบของวัด ภิกษุสามเณรทุกรูปในวัด ต้องยึดถืออย่างเคร่งครัดต้องตั้งใจเล่าเรียนพระธรรมวินัย
    ต้องทำวัตรทุกเช้าเย็น ภายในบริเวณวัดงดเว้นอบายมุขทุกชนิด
    ของดีหลวงปู่
    วัตถุมงคล เครื่องรางของขลังของหลวงปู่คร่ำ มีมากมายหลายอย่าง ทั้งตะกรุดโทน
    สีผึ้งเมตรตา ผ้ายันต์ น้ำมันงา และเหรียญแบบต่างๆสิ่งที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของหลวงปู่คร่ำ คือ
    ผ้ายันต์พัดโบก ชื่อเต็มว่า”ผ้ายันต์พัดโบกมหาลาภหลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า อ.แกลง
    จ.ระยอง”แบ่งเป็นสองท่อน
    ท่อนบนสีแดงท่อนล่างสีขาวประกอบด้วยรูปหลวงปู่และยันต์หลายชนิด
    ผ้ายันต์พัดโบกนี้หลวงปู่ทำขึ้นเพื่อป้องกันวาตภัย ทั้งลมและฝนในยามที่มรสุมรุนแรง
    จะพัดทำความเสียหายแก่อาคารบ้านเรือนผ้ายันต์พัดโบกจะโบกให้ลมเปลี่ยนทิศทาง
    รวมทั้งโบกเอาความชั่วร้ายอื่นๆมิให้กล้ำกรายมาถึงบ้านเรือนของผู้ที่ครอบครองผ้ายันต์นี้ได้
    ผ้ายันต์พัดโบก
    เป็นยันต์พัดโบกให้ร้านค้าต่างๆโบกนำลาภผลเข้าสู่อาคารร้านค้าอีกด้วยบรรดาบ้านเรือนแถบชายฝั่งทะเลตะวันออกเกือบ
    ทุกบ้านจะมีผ้ายันต์พัดโบกหลวงปู่คร่ำไว้คุ้มภัยและเป็นมงคลแก่บ้านเรือน
    รวมไปถึงกรุงเทพฯและจังหวัดอื่นๆทั่วประเทศไทยก็ปรากฏยันต์พัดโบกของหลวงปู่คร่ำอยู่ทั่วไปแม้แต่ในประเทศ
    ลาว ผ้ายันต์พัดโบกหลวงปู่คร่ำยังโบกสะบัดไปถึงเวียงจันทน์
    ในประเทศเขมรซึ่งเป็นดินแดนแห่งไสยศาสตร์
    ผ้ายันต์พัดโบกของหลวงปู่ก็โบกไปทั่วจากคนไทยที่ไปทำมาค้าขายที่นั่นเมตตาธรรมค้ำจุนโลก
    ตลอดระยะเวลาที่อยู่ภายใต้ร่มกาสาวพัตร์หลวงปู่ปฏิบัติตนสำรวมในศีลอย่างเคร่งครัดได้รับความเคารพนับถือ
    และศรัทธาจากสานุศิษย์และมหาชนทั่วประเทศที่เดินทางมานมัสการทุกวัน
    หลวงปู่จะนั่งพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้พูดคุยด้วยถ้าพอมีเวลา
    ใครขอให้ช่วยทำอะไรถ้าไม่ขัดต่อศีลธรรมและเป็นเรื่องที่ดีงามแล้ว
    หลวงปู่ไม่เคยขัดช่วยทุกเรื่องตั้งแต่เริ่มเป็นเจ้าอาวาสเป็นต้นมา ไม่เคยอยู่นิ่งเฉยสร้างวัด
    สร้างโรงเรียนหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำบลวังหว้าทุกโรงเรียน
    หลวงปู่ได้มีส่วนช่วยก่อสร้างและทะนุบำรุงตลอดเวลา

    สมณศักดิ์
    พ.ศ. ๒๔๗๔ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูประทวน
    พ.ศ. ๒๔๘๑ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท
    พ.ศ. ๒๕๓๗ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นเอก
    พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระมงคลศีลาจารย์

    อาพาธ
    เนื่องจากหลวงปู่อายุมาก แต่หลวงปู่ยังปฏิบัติกิจนิมนต์ต่างๆตลอดมา
    ต้อนรับสาธุชนจากสารทิศทุกวัน แม้บางวันจะเหน็ดเหนื่อยจนลุกแทบไม่ได้ แต่เมื่อมีผู้คนมาคอยพบมากมาย
    หลวงปู่จะพยายามลุกขึ้นลำให้ศิษย์ประคองออกมาประพรมน้ำมนต์แก่ผู้มากราบไหว้บูชา
    จนร่างกายเสื่อมโทรมแพทย์ประจำตัวต้องคอยปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด ในที่สุดกรรมการวัดและศิษย์ผู้ใกล้ชิด
    มีความเห็นร่วมกันว่าควรให้พักผ่อนให้มาก จึงได้นำไปบำบัดโรคพยาธิในโรงพยาบาล เพื่อพักฟื้นหลายครั้ง
    แต่หลวงปู่จะพักในโรงพยาบาลไม่นาน รบเร้าต่อแพทย์และผู้ใกล้ชิดให้ส่งกลับวัดตลอดเวลา
    จึงไปๆมาๆระหว่างวัดและโรงพยาบาลโดยตลอด ในที่สุดแพทย์จากดโรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา
    ตรวจพบว่าหลวงปู่มีเนื้อร้ายที่ลำคอจึงได้นิมนต์ให้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา
    โดยไม่คิดค่ารักษาแต่ประการใด ตลอดระยะเวลาหลายเดือน
    มรณภาพในที่สุดแห่งชีวิตที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ หลวงปู่ได้ละสังขารถึงแก่มรณภาพ
    ในวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๐ เวลาประมาณ ๑๔ นาฬิกา ด้วยอาการสงบ ณ. โรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา
    ท่ามกลางความเศร้าโศกอาลัยของสานุศิษย์และสาธุชนทั่วประเทศนับล้านคนที่ได้ทราบข่าว
    ต่างหลั่งไหลมากราบไหว้ เคารพศพที่วัดวังหว้าตลอดเวลา ๑๕ วัน ที่บำเพ็ญกุศล
    นับเป็นบุญญาบารมีของหลวงปู่โดยแท้

    จากบางส่วนของหนังสือ
    อนุสรณ์พระมงคลศีลาจารย์(หลวงปู่คร่ำ ยโสธโร)

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญอนุสรณ์สร้างโรงเรียนพิศิษฐ์วิทยาปี ๒๕๑๙ หลวงปู่คร่ำวัดวังหว้าและหลวงปู่ชื่นวัดมาบข่า ระยอง
    ได้ ๒ บารมีครูบาอาจารย์เจตนาการสร้างดีพิธีดี
    เหรียญสภาพสวยเดิมครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่ง 30 บาทครับ

    ปิดปิดรายการ

    ATTACH

    IMG_20260606_015916.jpg IMG_20260606_015950.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 มิถุนายน 2026 at 03:12
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,451
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1780695798619.jpg
    ประวัติหลวงพ่ออุดม วัดพิชัยสงคราม (บทความนี้ยาวหน่อยนะครับ)

    หลวงพ่ออุดม “อุตตมปญฺโญ” วัดพิชัยสงคราม ท่านเป็นสุดยอดเกจิในยุคปัจจุบันอีกท่าน ที่คนเมืองกรุงเก่า ให้การยอมรับและศรัทธาท่านมากอีกหนึ่งท่าน ท่านศึกษาร่ำเรียนมาจากสาย "วัดประดู่ทรงธรรม"มาอย่างครบถ้วนกระบวนความ ชนิดยากที่จะหาใครเทียบ ชื่อเสียงของวัดประดู่ทรงธรรมมีมาช้านานตั้งแต่สมัยอยุธยา สำนักผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาอาคม หลวงพ่อกลั่นวัดพระญาติ อาจารย์เภา หลวงปู่เทียมวัดกษัตริย์ตราธิราช หลวงปู่สีวัดสะแก หรือหลวงปู่ดู่วัดสะแกท่านก็จบมาจากสาย "วัดประดู่ทรงธรรม" เช่นเดียวกัน
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อท่าน สร้างน้อย โดยเฉพาะของในยุคแรกๆด้วยแล้ว สร้างจำนวนน้อยมาก เรื่องประสบการณ์ในวัตถุมงคลของท่าน มีประสบการณ์มาจนนับไม่ถ้วน ทั้งเรื่องแคล้วคลาด คงกระพัน มหาอุตม์ เซียนน้อยและเซียนใหญ่ของอยุธยาตามเก็บพระของท่านอย่างเงียบๆ พระของท่านท่านไม่มีการโฆษณาหรืออนุญาตให้นายทุนเข้ามาลงทุนสร้างพระเพื่อการพานิช ดังนั้นเราๆจะไม่เห็นพระของท่านออกลงจองตามสถานที่ต่างๆยกเว้นในวัดของท่านเท่านั้น
    เราลองมาศึกษาประวัติโดยย่อของท่านกันนะครับ........วัดพิชัยสงคราม ต.กะมัง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา วัดนี้เป็นวัดราษฎร์โบราณ ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างเมื่อใด ใครเป็นผู้สร้างไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ แต่มีกล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ที่กล่าวถึงวัดนี้ สรุปความได้ว่า ณ วันเสาร์ขึ้น ๔ ค่ำ เดือนยี่ ปีจอ อัฐศก (จุลศักราช ๑๑๒๘ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๐๙) ขณะกองทัพพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ พระยาวชิรปราการ (สิน) เจ้าเมืองตาก ประเมินสถานการณ์สงครามว่า กรุงศรีอยุธยาจะต้องเสียให้แก่กองทัพพม่าอย่างแน่นอน เพราะข้าราชการ แม่ทัพนายกองขาดความเป็นธรรม ขาดความสามัคคีที่จะร่วมแรงร่วมใจกันต่อต้านกองทัพพม่า จึงพร้อมด้วยพรรคพวกทหารหาญร่วมอุดมการณ์ ประมาณ ๑,๐๐๐ คน ฝ่ากองทัพพม่าทางทิศตะวันออก ข้ามลำน้ำป่าสัก รวมพล ณ “วัดพิชัย” เวลาค่ำ ร่วมให้สัตยาธิษฐานต่อพระประธานในพระอุโบสถ ขอให้เดินทางโดยปลอดภัย กลับมากู้กรุงศรีอยุธยามีชัยชนะต่อข้าศึก เป็นอัศจรรย์ฝนโปรยลงมาเป็นมหาพิชัยฤกษ์ก่อนออกเดินทางไปมีชัยชนะต่อกองทัพพม่าที่ติดตามโจมตี ทิ้งกรุงศรีอยุธยาซึ่งถูกเพลิงเผาผลาญไว้เบื้องหลัง ผ่านเมืองนครนายก เมืองระยอง ตั้งมั่นรวบรวมไพร่พล ณ เมืองจันทบุรี จนกลับมากอบกู้อิสรภาพมีชัยชนะต่อข้าศึกโดยเด็ดขาด ปราบดาขึ้นครองราชย์สมบัติเป็น “พระเจ้ากรุงธนบุรี” ได้รับการถวายพระเกียรติเป็น “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”
    วัดพิชัยคงเป็นวัดร้างมาแต่ พ.ศ.๒๓๐๙ ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา จนสมัยรัตนโกสินทร์ ประมาณสมัยรัชกาลที่ ๔ หรือ รัชการที่ ๕ ชาวบ้านมีจิตศรัทธาร่วมใจกันบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ขนานนามมงคลอันเป็นเหตุการณ์จากประวัติศาสตร์ เป็นอนุสรณ์ว่า “วัดพิชัยสงคราม” มีพระสงฆ์จำพรรษาสืบมาจนทุกวันนี้
    พระครูวิชัยกิจจารักษ์ (หลวงพ่ออุดม อุตตมปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดพิชัยสงคราม ชาติภูมิ พระครูวิชัยกิจจารักษ์ อายุ 78 ปี พรรษาที่ 58 เดิมชื่อ เด็กชายอุดม ลัดดา เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2479 ปีชวด ที่แพ ตำบลไผ่ลิง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรคนโตของคุณพ่อบัว ลัดดา คุณแม่ชั้น ลัดดา มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 5 คน ตามลำดับดังนี้ คนแรก หลวงพ่ออุดม อุตตมปญฺโญ (พระครูวิชัยกิจจารักษ์) คนที่ 2 นางปราณี พงษ์สุวรรณ์ คนที่ 3 ว่าที่ร้อยตรีสุนทร ลัดดา คนที่ 4 นายวิชัย ลัดดา
    เด็กชายอุดม เริ่มการศึกษา เมื่ออายุเข้าสู่วัยเรียน ได้ศึกษาเล่าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดพระญาติการาม จากนั้นติดตามคุณพ่อ คุณแม่ไปอยู่อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่วัดอุโลม มีพระอาจารย์เยื้อนเป็นครูใหญ่จาดนั้นติดตามคุณพ่อ คุณแม่มาอยู่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลับมาเรียนที่โรงเรียนวัดพระญาติการามอีก มีครูเทียมประเสริฐ เป็นครูใหญ่ จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เข้าเรียนต่อมัธยมศึกษาปีที่ 1 มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ โรงเรียนสุนทรวิทยามีครูสุทัศน์ (เสมอใจ) สัมภวผล เป็นครูใหญ่ เมื่อจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ไปสอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนช่างไม้ท่าวาสุกรี (วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบัน) เรียนอยู่ได้ประมาณ 5 เดือน เกิดเจ็บป่วยรักษาอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น จึงขอลาพักการเรียน 7 วัน แล้วจะกลับไปเรียนใหม่
    เด็กชายอุดม เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ หลังจากลารักษาสุขภาพ อายุครบ 15 ปี คุณแม่ไปบนหลวงพ่อโต (พระพุทธไตรรัตนนายก) วัดพนัญเชิง ว่าถ้าหากหายป่วยจากอาการที่ไม่ทราบสาเหตุจะบวชเณรถวาย 7 วันหลังจากนั้นก็หายป่วยเด็ดขาด คุณแม่จึงนำเด็กชายอุดม ลัดดา เข้าบรรพชาเป็นสามเณรกับท่านพระครูศีลกิตตุคุณ (หลวงพี่อั้น) วัดพระญาติการาม เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2494 เมื่อบรรพชาแล้วโยมแม่จึงนำสามเณรอุดมมาฝากให้อยู่กับพระอาจารย์ต่วน วัดกล้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อบรรพชาครบ 7 วัน สามเณรอุดม มีความมุ่งมั่น มีจิตศรัทธาในพระบวรพระพุทธศาสนา ไม่คิดกลับไปเรียนทางด้านวิชาสามัญ โยมแม่จึงตัดสินใจให้ลาออกจากโรงเรียนช่างไม้ท่าวาสุกรี สามเณรอุดม จึงหันมาเอาดีทางด้านธรรมะ โดยศึกษาหาความรู้ ศึกษาเล่าเรียน ตั้งใจบำเพ็ญบุญกุศล ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ภาวนา อยู่เป็นนิจ
    การศึกษาทางธรรม พ.ศ. 2494 (อายุ 15 ปี) เรียนกัมมัฏฐาน กับท่านอาจารย์จาบ สุวรรณ สำนักเรียนกัมมัฏฐาน วัดประดู่ทรงธรรม (ซึ่งมีศักดิ์หรือฐานะเป็นตาแท้ ๆ ของสามเณรอุดม ลัดดา) พ.ศ. 2495 (อายุ 16 ปี) เรียนนักธรรมชั้นตรี ที่สำนักเรียน วัดสุวรรณดาราราม สอบได้นัดธรรมชั้นตรี ในสนามหลวง พ.ศ. 2496 (อายุ 17 ปี) เรียนนักธรรมชั้นโท ที่สำนักเรียน วัดสุวรรณดาราราม สอบได้นักธรรมชั้นโท ในสนามหลวง พ.ศ.2499 (อายุ 20 ปี) เรียนนักธรรมชั้นเอก ที่สำนักเรียน วัดสุวรรดาราม สอบได้นักธรรมชั้นเอก ในสนามหลวง เมื่ออายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ สามเณร อุดม ลัดดา มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและสืบทอดพระพุทธศาสนา ได้บอกกับโยมพ่อ โยมแม่ ขออุปสมบทตามความตั้งใจ สามเณรอุดม ลัดดา ได้เข้าอุปสมบทเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2499 เวลา 16.05 น. โดยมี • หลวงพ่อพระครูศีลกิตติคุณ (หลวงพ่ออั้น) วัดพระญาติการาม เป็นพระอุปัชฌาย์ • พระอธิการทองดำ ปิยกโร วัดพิชัยสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ • พระอาจารย์เฉลิม เขมทสฺส วัดพระญาติการาม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา “อุตตมปญฺโญ” แปลว่า ผู้อุดมไปด้วยสติปัญญา จำพรรษา ณ วัดกล้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้นถึงปลายปี พ.ศ.2502 คณะกรรมการวัดพิชัยสงคราม ได้กราบอาราธนานิมนต์มาจำพรรษา ณ วัดพิชัยสงคราม ต่อมา วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2509 พระอธิการทองดำ ปิยกโร ได้ลาสิกขาบท คณะกรรมการวัดพิชัยสงคราม จึงมีมติให้พระอุดม อตตมปญฺโญ รักษาการแทนเจ้าอาวาส รับหน้าที่ปกครองสงฆ์ วัดพิชัยสงคราม จนกระทั่ง วันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2511 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดพิชัยสงคราม เป็นองค์ที่ 7 ของวัดสืบมาจนถึงปัจจุบัน หลวงพ่ออุดม อุตตมปญฺโญ ได้รับสมณศักดิ์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2527 เป็นพระครูสัญบัตรชั้นโท ได้รับพระราชทินนามว่า “พระครูวิชัยกิจจารักษ์”
    การศึกษาทางพุทธาคม นับตั้งแต่บรรพชาเป็นสามเณร นอกจากการเรียนกัมมัฎฐาน กับท่านอาจารย์จาบ สุวรรณแล้ว ท่านยังได้ศึกษาวิชาอาคมควบคู่กันไปด้วย โดยท่านได้ศึกษาด้วยตนเองจากตำรา คัมภีร์โบราณของวัดกล้วย ซึ่งเป็นสรรพวิชาในสายวัดประดู่ทรงธรรม หลวงพ่อได้มุ่งมั่นฝึกฝน ท่องจำภาวนาปฏิบัติ ทุกบท ทุกวรรค ทุกตอน จนแม่นยำ และเชี่ยวชาญ จนจบสิ้นกระบวนความตำรา ซึ่งครบด้วย เวทมนต์คาถาลงอักขระ เลขยันต์ หลังจากเรียนจบ หลวงพ่อได้เริ่มสร้างวัตถุมงคลขึ้นมาหลายอย่าง แต่ที่นับได้ว่าเป็นพระเครื่องรุ่นแรกของท่าน ก็คือ พระพิมพ์ขุนแผนเนื้อผง ปี พ.ศ.2509 ต่อมาก็ได้มีการสร้างพระเครื่องขึ้นมาอีกหลายอย่าง เช่นพระพิมพ์สมเด็จ พระปิดตา ตะกรุดโทน ตะกรุดสี่มหา ตะกรุดมหาระงับ และวัตถุมงคลอื่น ๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
    นอกเหนือจากความศักดิ์สิทธิแห่งองค์พระเครื่อง เครื่องรางของขลังแล้ว หลวงพ่อได้ใช้วิชาอาคมต่าง ๆ ช่วยเหลือชาวบ้าน ที่เดินทางมาหา ท่านได้ช่วยเหลือและแนะนำให้ทำสิ่งต่าง ๆ ตามดวงชะตาของแต่ละคนให้บรรเทาเบาบางหมดไป แม้ว่าหลวงพ่อไม่ใช่พระที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ด้วยความเมตตา คอยช่วยเหลือชาวบ้านทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน จึงมีผู้คนพากันเดินทางมากราบเป็นประจำ ด้วยความเคารพและศรัทธาอย่างสูงสุด
    งานการพัฒนาและก่อสร้างศาสนสถานเมื่อมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพิชัยสงคราม หลวงพ่อได้พัฒนาศาสนสถานต่าง ๆ จนเจริญรุ่งเรือง ผิดไปจากสภาพเดิมอย่างมาก งานด้านการก่อสร้างหลวงพ่อได้บูรณะ ปฏิสังขรณ์อุโบสถที่ชำรุดเสียหายขึ้นใหม่ และได้ก่อสร้างถนนเข้าวัด เมรุเผาศพ เทพื้นรอบอุโบสถ สร้างศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ กุฏิ ศาลาเอนกประสงค์ หอฉัน โรงเรียนพระปริยัติธรรม รั้วกำแพง พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสิน ตำหนักพระเจ้าตากสิน ศาลวีรชน เขื่อนกั้นน้ำ และถาวรวัตถุอีกมากมาย นอกจากงานด้านก่อสร้างแล้ว หลวงพ่อยังเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม และคุมสอบธรรมศึกษาตั้งทุนสนับสนุนพระภิกษุสามเณรในการศึกษาธรรม และ เป็นประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล ให้ความรู้ธรรมะแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป
    ปัจจุบันถึงแม้หลวงพ่อจะมีอายุ 78 ปีแล้ว หลวงพ่อยังคงพัฒนาวัดอย่างต่อเนื่อง และคอยต้อนรับพุทธศาสนิกชน ที่เข้ามากราบนมัสการหลวงพ่อด้วยความเมตตา อย่างทั่วถึงกัน..... ได้แวะมาอยุธยา เขามากราบท่านกันนะครับ ท่านรับแขกช่วงเช้าและช่วงเย็นนะครับ เพราะปัจจุบันท่านสุขภาพไม่ค่อยดีเท่าไร ผมมีโอกาสก็เข้าไปกราบท่านบ่อยๆ ... ส่วนวัตถุมงคลของท่านไม่มีวางจองที่ใดๆ ต้องจองที่วัดเท่านั้นนะครับ.... สาธุ ....

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญเสาร์ ๕ ปี ๒๕๕๓ สร้าง น้อย ๒,๕๐๐ เหรียญ นิยมในสายลูกศิษย์มีประสบการณ์

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260606_044648.jpg IMG_20260606_044716.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 มิถุนายน 2026 at 18:37
  8. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,691
    ค่าพลัง:
    +7,945
    ขอจองครับ
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,451
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1780693148332.jpg

    ประวัติ หลวงพ่อชื่น ปาสาทิโก วัดถ้ำเสือ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

    หลวงพ่อชื่น ท่านถือกำเนินเมื่อวัน พุธ ที่ 21 เมษายน 2458 ขึ้น 8 ค่ำ ปี เถาะ

    เมื่อครบวัยที่จะบวชเรียนท่านได้อุปสมบท และได้เล่าเรียน วิปัสนากรรมฐานกับ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ

    โดยได้เดินทางไปเรียนคู่กับ หลวงพ่อแบน วัดนางโน
    และได้เล่าเรียนวิชาอาคมต่างๆจาก หลวงปู่เปลี่ยน วัดใต้ คู่กับหลวงพ่อเที่ยง วัดม่วงชุม

    และท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย

    ท่านได้เข้าไปนั่งวิปัสนากรรมฐานในถ้ำเสือ

    และถ้ำแห่งนี้จะมีเสือคู่แม่ลูกที่ดุมาก

    แต่หลวงพ่อชื่นเป็นพระที่มีบารมีสูง จึงมิได้เกรงกลัวเสือแต่อย่างใด

    และท่านได้อยู่ร่วมกับเสือสองตัวเป็นเวลานานหลายปีจนเป็นพระที่น่าเลื่อมใส ของชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง

    จนชาวบ้านได้ร่วมแรงช่วยกันสร้างวัดและพระพุทธชินราชองค์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี

    และมีความใหญ่เป็นอันดับต้นๆของประเทศไทยและมีความสวยงามมากจนมีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นวัดประจำจังหวัดกาญจนบุรี ที่เป็นสถานที่ท่างเที่ยวเชิงทำบุญสร้างกุศล

    หลวงพ่อชื่นท่านสร้างวัดได้ใหญ่โตและงดงาม

    ด้วยท่านเป็นพระที่ปฏิบัติเคร่ง จึงทำให้โดยส่วนใหญ่ท่านจะอยู่แต่ในถ้ำ

    คนที่มาทำบุญที่วัดก็จะเข้าไปหาท่านในถ้ำ ท่านก็จะผูกสายสิญจน์ที่ข้อมือ และพรหมน้ำมนต์ให้ทั่วทุกคน ไม่เลือกที่รักมักที่ใหญ่


    ใครเดือดเนื้อร้านใจเรื่องอะไรที่จะให้ท่านช่วย ท่านไม่เคยจะปฏิเสธ ท่านช่วยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ

    หรือจะเป็นเรื่องเมตตาค้าขายก็ดีไม่น้อย พวกพ่อค้าแม่ขาย จะชอบมาให้ท่านอาบน้ำมนต์และเป่าหัวให้ เมื่อท่านเป่าหัวและให้พรว่า ให้รวยๆขายของดีๆนะ ก็จะมีโชคลาภกันทั่วทุกคน

    หลวงพ่อชื่นท่านนั่งปฏิบัติในถ้ำเสือแห่งนี้จนสิ้นอายุขัย เมื่อวัน อาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม 2542 ขึ้น 5 ค่ำ
    เมื่อท่านมรณภาพ

    ตำนานเสือวัดถ้ำเสือ

    หลวงพ่อชื่นท่านได้เข้าไปนั่งวิปัสนากรรมฐานในถ้ำ

    และถ้ำแห่งนี้จะมีเสือคู่แม่ลูกที่ดุมาก

    แต่หลวงพ่อชื่นเป็นพระที่มีบารมีสูง จึงมิได้เกรงกลัวเสือแต่อย่างใด
    และท่านได้อยู่ร่วมกับเสือสองตัวเป็นเวาลานานหลายปี
    จนชาวบ้านทราบข่าว หลวงพ่อชื่นจึงเป็นพระที่น่าเลื่อมใส ของชาวบ้านในถิ่นนั้นเป็นอย่างยิ่ง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างส่งครับ


    เหรียญยืนหลวงพ่อชื่น วัดถ้ำเสือ ๒ องค์ รุ่นอายุ ๘๑ ปี ปี๒๕๓๘

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260606_040700.jpg IMG_20260606_040724.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...