หลวงพ่อสำเร็จศักดิสิทธิ / "คนดีผีคุ้ม"

ในห้อง 'ประวัติและนิทานธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 12 สิงหาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    สุภมานพและโตเทยยพราหมณ์ | พราหมณ์สองพ่อลูกที่มีคติแตกต่างกัน

    ธรรมไม่ยาก
    Dec 24, 2024
    เรื่องราวในวันนี้ เป็นเรื่องราวของพราหมณ์สองพ่อลูกในสมัยพุทธกาล ตามที่ปรากฎในจูฬกัมมวิภังคสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องกฎแห่งกรรมที่ทำให้คนแตกต่างกัน พราหมณ์ทั้งสองนั้น แม้จะเป็นพ่อลูกกัน แต่ก็มีวาสนาต่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคต่างกัน พราหมณ์คนพ่อนั้นมีนิสัยตระหนี่ ชอบด่าว่าขับไล่พระพุทธองค์อยู่เสมอ ส่วนพราหมณ์คนลูกกลับได้มีโอกาสฟังพระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาค ทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องของกรรมและวิบากของกรรม
    เรื่องราวของพราหมณ์สองพ่อลูกนั้น จะเป็นอย่างไร ขอทุกท่านโปรดรับฟังกันครับ

     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    เมืองทั้งเมืองต้องแห้งแล้ง... เพียงเพราะพระราชา 'ลืม' พระรูปนี้ไว้กลางแดด!?

    พลังคําพูด
    Feb 3, 2026
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    พระสุภูติเถระ
    เอตทัคคะในทางอรณวิหารและทักขิเณยยบุคคล

    พระสุภูติ เกิดในวรรณแพศย์ เป็นบุตรของสุมนเศรษฐีผู้เป็นน้องชายของอนาถบิณฑิก
    เศรษฐี ในนครสาวัตถี ท่านเป็นผู้มีลักษณะดี ผิวพรรณผ่องใสสะอาด สวยงาม จึงได้นามว่า
    “สุภูติ” ซึ่งถือว่าเป็นมงคลนาม มีความหมายว่า “ผู้เกิดดีแล้ว”

    • ออกบวชคราวฉลองพระเชตวัน
      เหตุการณ์ที่ชักนำให้ท่านได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ก็เนื่องมาจากอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้เป็นลุง ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ขณะประทับอยู่ ณ ป่าสีตวัน เมื่องราชคฤห์ และได้ฟังพระธรรมเทศนา ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้วกราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาค
      เพื่อเสด็จกรุงสาวัตถี เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาแล้ว รีบเดินทางกลับมาสู่กรุงสาวัตถี
      ได้จัดซื้อที่ดินอันเป็นราชอุทยานของเจ้าชายเชตราชกุมาร ด้วยวิธีนำเงินมาวางเรียงให้เต็มพื้นที่ตามที่ต้องการ ปรากฏว่าอนาถบิณฑิกเศรษฐี ต้องใช้เงินถึง ๒๗ โกฏิ จึงได้พื้นที่พอแก่ความต้องการ จำนวน ๑๘ กรีส (๑ กรีส = ๑๒๕ ศอก) และใช้เงินอีก ๒๗ โกฏิ สร้างพระคันธกุฎีที่
      ประทับสำหรับพระผู้มีพระภาค และเสนาสนะสำหรับพระสงฆ์สาวก แต่ยังขาดพื้นที่สร้างซุ้มประตูพระอาราม เจ้าชายเชตราชกุมารจึงขอมอบพื้นที่และจัดสร้างให้ โดยขอให้จารึกพระนาม
      ของพระองค์ไว้ที่ซุ้มประตูพระอารามนั้น “เชตวัน” ดังนั้น พระอารามนี้จึงได้นามว่า
      “พระเชตะวันมหาวิหาร”
      ในวันที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี จัดการฉลองพระวิหารเชตะวันนั้นได้กราบอาราธนาพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ มาเสวยและฉันภัตตาหารสุภูติกุฎุมพี ผู้เป็นหลาน ได้ติดตามไปร่วมพิธีช่วยงานนี้ด้วย ครั้นได้เห็นพระฉัพพรรณรังสี ที่เปล่งออกจากพระวรกายของพระ
      บรมศาสดา สวยงามเรืองรองไปทั่วบริเวณ ทำให้เกิดศรัทธาเลื่อมใส เมื่อการถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธองค์เป็นประมุขเสด็จเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสพระธรรมกถาอนุโมทนาทาน สุภูติกุฎุมพี ได้ฟังแล้วยิ่งเกิดศรัทธามากขึ้น จึงกราบทูลขออุปสมบท
      ในพระธรรมวินัย ครั้นได้อุปสมบทสมความปรารถนาแล้ว ได้ศึกษาพระวินัยปิฎกและพระอภิธรรมปิฎกกจนเชี่ยวชาญ จากนั้นได้เรียนพระกรรมฐานจากพระบรมศาสดาแล้วหลีกออกไปบำเพ็ญสมณธรรม เจริญวิปัสสสนากรรมฐานอยู่ในป่า ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตผล
      สิ้นกิเลสอาสวะ เป็นพระอริยบุคคล ชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา
    • พักกลางแจ้งฝนจึงแห้งแล้ง
      พระสุภูติเถระ โดยปกติแล้วมักจะเข้าฌานสมาบัติ เพื่อแสวงงหาความสุขอันเกิดจากการสิ้นกิเลส ท่านประกอบด้วยคุณสมบัติ ๒ ประการ คือ:-
      ๑. อรณวิหารธรรม คือ เจริญฌานประกอบด้วยเมตตา หรือเป็นอยู่อย่างไม่มีข้าศึก
      ๒. ทักขิเณยยบุคคล คือ เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน
      เพราะท่านมีปฏิปทานำมาซึ่งความเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็น อันเป็นการช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางหนึ่ง แม้แต่พระเจ้าพิมพิสาร เมื่อได้ทรงทราบว่าท่านเป็นผู้มีปกติเข้าฌานที่ประกอบด้วยเมตตาเป็นประจำไม่เว้นแม้แต่ในขณะบิณฑบาตก็ยังแผ่เมตตาให้แก่ผู้ถวายอาหารบิณฑบาตอย่างทั่วถึง ครั้นเมื่อพระเถระจาริกมาถึงแคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสาร จึงได้อาราธนาให้ท่านจำพรรษาที่แคว้นมคธและท่านก็รับอาราธนาตามนั้น
      แต่เนื่องจากพระเจ้าพิมพิสาร ทรงมีพระราชกิจมาก จึงลืมรับสั่งให้จัดเสนาสนะสถานที่พักถวายท่าน ดังนั้น เมื่อท่านมาถึงแล้วจึงไม่มีที่พัก ท่านจึงต้องพักกลางแจ้ง ด้วยอำนาจแห่งคุณของท่าน จึงทำให้ดินฟ้าอากาศปรวนแปร ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ชาวไร่ชาวนาปลูกพืชผลไม่ได้ผลผลิต ต้องเดือดร้อนไปทั่ว ความทราบถึงพระเจ้าพิมพิสาร ทรงใคร่ครวญทบทวนแล้วทราบชัดว่าเพราะพระเถระจำพรรษากลางแจ้ง จึงเป็นเหตุให้ฝนแล้งไปทั่ว ดังนั้น จึงทรงรีบแก้ไขด้วยการรับสั่งให้สร้างกุฎีถวายท่านโดยด่วน เมื่อกุฎีสำเร็จแล้ว จึงได้อาราธนาท่านให้เข้าพักอาศัยอยู่จำพรรษาในกุฎีนั้น จากนั้นฝนก็ตกลงมาชาวประชาก็พากันดีใจ ปลูกพืช ผัก ผลไม้ ก็ได้ผลผลิตดีตามต้องการ ความทุกข์ความเดือดร้อนก็หายไป
      ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคตะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทาง อรณวิหาร (เจริญฌานประกอบด้วยเมตตา) และ ทักขิเณยยบุคคล (เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน)
      ท่านดำรงอายุสังขาร ช่วยกิจการพระศาสนาสมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปริ
      นิพพาน
    • :- https://84000.org/one/1/27.html
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    อหิงสกมาณพ | จากมหาโจรสู่พระอรหันต์

    ธรรมไม่ยาก
    Jan 9, 2026
    เรื่องราวในวันนี้จะเป็นเรื่องของพระองคุลิมาลเถระ ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นโจรปล้นฆ่าคน แต่ภายหลังมีศรัทธาในพุทธศาสนา ได้กลับใจบวชเป็นพระภิกษุ และบรรลุเป็นพระอรหันต์ อีกทั้งมียังบทสวดของท่านอีกด้วย ชื่อ อังคุลิมาลปริตร พระองคุลิมาลเถระ เดิมนั้นมีชื่อว่า อหิงสกะ เป็นบุตรของปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล อหิงสกะได้ไปเรียนวิชาที่เมืองตักกสิลา และสามารถเรียนได้รวดเร็วอีกทั้งยังปรนนิบัติอาจารย์อย่างดี จนเป็นที่รักใคร่ของอาจารย์อย่างมาก เป็นเหตุให้ศิษย์อื่นริษยา จึงยุยงอาจารย์ว่าองคุลิมาลคิดจะทำร้าย อาจารย์จึงคิดจะกำจัดองคุลิมาลเสีย โดยบอกองคุลิมาลว่า ถ้าจะสำเร็จวิชาต้องฆ่าคนให้ได้ ๑,๐๐๐ คนเสียก่อน องคุลิมาลจึงออกเดินทางฆ่าคน แล้วตัดนิ้วหัวแม่มือมาคล้องที่คอเพื่อให้จำได้ว่าฆ่าไปกี่คนแล้ว เหตุนี้เอง อหิงสกะจึงได้รับสมญานามว่า องคุลิมาล เมื่อฆ่าจนครบ ๙๙๙ คน ก็มาพบพระพุทธเจ้า และได้เลื่อมใสจึงออกบวชเป็นพุทธสาวก

    :- https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=13&A=8237&Z=8451
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กุมภาพันธ์ 2026
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    ไม่เชื่อไม่ลบหลู่ | วิธีแก้กรรม | เมตตาบารมีหลวงพ่อจำรัสปภัสสโร | ลองดีพระธุดงค์

    หนุ่มคงกระพัน official
    Feb 11, 2025

    ไม่เชื่อไม่ลบหลู่ เมตตาบารมีหลวงพ่อจำรัสปภัสสโร วิธีแก้กรรม พญานาคขอให้สร้างเจดีย์ และเหตุการณ์ลองดีพระธุดงค์ เรื่องราวของหลวงพ่อจำรัสพระเกจิแห่งวัดป่าเทสก์รังสี มหาวีโร คลอง 15 สำนักสงฆ์เล็กๆที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความศรัทธาจากผู้คนที่เข้ามาพึ่งบารมีของหลวงพ่อโดยหลวงพ่อจะพาปฏิบัติธรรม และสวดมนต์ เพื่อให้ผู้คนได้พ้นทุกข์จากเรื่องร้ายต่างๆในชีวิต และเรื่องราวลึกลับปาฏิหาริย์ต่างๆที่หลวงพ่อได้พบเจอจากการจาริกธุดงค์ในป่าหลายปี เรื่องราวของการได้พบเจอกับ เมืองลับแล โลกของวิญญาณและ สิ่งมีชีวิตในภพภูมิต่างๆ รวมไปถึง กระเบื้อง พญานาค เรื่องราวจะเป็นอย่างไร .? ติดตามคลิปนี้ครับ
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    วัณณุปถชาดก: (ชาติที่ ๒ ของพุทธเจ้า) เมื่อผู้นำต้องเลือกระหว่าง 'ฆ่า' หรือ 'ขุด' เพื่อรอด?

    เดินตามรอยธรรม
    Feb 10, 2026

    เจาะลึกตำนาน "วัณณุปถชาดก" เรื่องราวการเดินทางสุดระทึกของกองคาราวาน 500 เล่มเกวียน ที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายกลางทะเลทรายมรณะเพราะความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาที! ร่วมเดินทางย้อนอดีตไปสัมผัสความโหดร้ายของธรรมชาติ จิตวิทยามนุษย์ในยามวิกฤต และการตัดสินใจของ "ยอดผู้นำ" ที่ต้องแบกรับชีวิตลูกน้องนับร้อย เมื่อน้ำหมด... เสบียงหมด... และความหวังริบหรี่... สิ่งเดียวที่จะพาพวกเขารอดไปได้ คือ "ค้อน" และ "ความเพียร" ที่เหนือมนุษย์! คลิปนี้ไม่ได้มีแค่ธรรมะ แต่แฝงไปด้วยศาสตร์แห่งการบริหาร กลยุทธ์การเอาตัวรอด และแรงบันดาลใจที่จะปลุกไฟในตัวคุณให้ลุกโชนอีกครั้ง!
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    อรรถกถา วัณณุปถชาดก
    ว่าด้วย ผู้ไม่เกียจคร้าน
    พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี ตรัสพระธรรมเทศนานี้
    [​IMG]มีคำเริ่มต้นว่า อกิลาสุโน ดังนี้.
    [​IMG]ถามว่า ทรงปรารภใคร?
    [​IMG]ตอบว่า ทรงปรารภภิกษุผู้สละความเพียรรูปหนึ่ง.
    [​IMG]ดังได้สดับมา เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในนครสาวัตถี มีกุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง ไปพระเชตวันวิหาร สดับพระธรรมเทศนาในสำนักของพระศาสดา มีจิตเลื่อมใส เห็นโทษในกามและอานิสงส์ในการออกจากกาม จึงบวช อุปสมบทได้ ๕ พรรษา เรียนได้มาติกา ๒ บท ศึกษาการประพฤติวิปัสสนา รับพระกรรมฐานที่จิตของตนชอบ ในสำนักของพระศาสดา เข้าไปยังป่าแห่งหนึ่ง จำพรรษา พยายามอยู่ตลอดไตรมาส ไม่อาจทำสักว่า โอภาสหรือนิมิตให้เกิดขึ้น.
    [​IMG]ลำดับนั้น ภิกษุนั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า พระศาสดาตรัสบุคคล ๔ จำพวก ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น เราคงจะเป็นปทปรมะ เราเห็นจะไม่มีมรรคหรือผลในอัตภาพนี้ เราจักกระทำอะไรด้วยการอยู่ป่า เราจักไปยังสำนักของพระศาสดา แลดูพระรูปของพระพุทธเจ้าอันถึงความงามแห่งพระรูปอย่างยิ่ง ฟังพระธรรมเทศนาอันไพเราะอยู่ (จะดีกว่า). ครั้นคิดแล้ว ก็กลับมายังพระเชตวันวิหาร นั่นแลอีก.
    [​IMG]ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนเห็นและคบกัน กล่าวกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านเรียนกรรมฐานในสำนักของพระศาสดา แล้วไปด้วยหวังใจว่า จักกระทำสมณธรรม แต่บัดนี้ มาเที่ยวรื่นรมย์ด้วยการคลุกคลีอยู่ กิจแห่งบรรพชิตของท่านถึงที่สุดแล้ว หรือหนอ. ท่านจะเป็นผู้ไม่มีปฏิสนธิ แลหรือ.
    [​IMG]ภิกษุนั้นกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เราไม่ได้มรรคหรือผล จึงคิดว่า เราน่าจะเป็นอภัพพบุคคล จึงได้สละความเพียรแล้วมาเสีย.
    [​IMG]ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านบวชในพระศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้มีความเพียรมั่นแล้ว ละความเพียรเสีย กระทำสิ่งอันมิใช่เหตุแล้ว มาเถิดท่าน พวกเราจักแสดงท่านแด่พระตถาคต. ครั้นกล่าวแล้ว ภิกษุเหล่านั้นจึงได้พาภิกษุนั้น ไปยังสำนักของพระศาสดา.
    [​IMG]พระศาสดาพอทรงเห็นภิกษุนั้น จึงตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเป็นผู้พาภิกษุผู้ไม่ปรารถนารูปนี้มาแล้ว ภิกษุนี้ทำอะไร. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุนี้บวชในพระศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ เห็นปานนี้ ไม่อาจกระทำสมณธรรม ละความเพียรเสียมาแล้ว.
    [​IMG]ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอละความเพียร จริงหรือ.
    [​IMG]ภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า.
    [​IMG]พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ เห็นปานนี้ ทำไมจึงไม่ให้เขารู้จักตนอย่างนี้ว่า เป็นผู้มักน้อย หรือว่าเป็นผู้สันโดษ หรือว่าเป็นผู้สงัด หรือว่าเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง หรือว่าเป็นผู้ปรารภความเพียร ให้เขารู้จักว่า เป็นภิกษุผู้ละความเพียร.
    [​IMG]เมื่อครั้งก่อน เธอได้เป็นผู้มีความเพียรมิใช่หรือ เมื่อเกวียน ๕๐๐ เล่ม ไปในทางกันดาร เพราะทราย พวกมนุษย์และโคทั้งหลายได้น้ำดื่มมีความสุข เพราะอาศัยความเพียร ซึ่งเธอผู้เดียวกระทำแล้ว เพราะเหตุไร บัดนี้ เธอจึงละความเพียรเสีย. ภิกษุนั้นได้กำลังใจ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.
    [​IMG]ฝ่ายภิกษุทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสนั้น จึงอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความที่ความเพียรอันภิกษุนี้สละแล้ว ปรากฏแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย ในบัดนี้แล้ว ก็ในกาลก่อน ความที่โคและมนุษย์ทั้งหลายได้น้ำดื่ม มีความสุข ในทางกันดารเพราะทราย เหตุอาศัยความเพียรที่ภิกษุนี้กระทำ ยังลี้ลับสำหรับข้าพระองค์ทั้งหลาย ปรากฏแก่พระองค์ผู้ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณเท่านั้น ขอพระองค์จงตรัสเหตุนี้ แม้แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด.
    [​IMG]พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังการเกิดสติให้เกิดแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง แล้วได้ทรงกระทำเหตุการณ์ อันระหว่างแห่งภพปกปิดไว้ ให้ปรากฏ.
    [​IMG]ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในตระกูลพ่อค้าเกวียน. พระโพธิสัตว์นั้นเจริญวัยแล้ว เที่ยวกระทำการค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม. พระโพธิสัตว์นั้นเดินทางกันดารเพราะทรายแห่งหนึ่ง มีระยะประมาณ ๖๐ โยชน์.
    [​IMG]ก็ในทางกันดารนั้น ทรายละเอียดกำมือไว้ ยังติดอยู่ในมือ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น มีความร้อนเหมือนกองถ่านเพลิง ไม่อาจข้ามไปได้ เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์นั้น เมื่อดำเนินทางกันดารนั้น จึงเอาเกวียนบรรทุกฟืน น้ำ น้ำมัน และข้าวสารเป็นต้น ไปเฉพาะกลางคืน ในเวลาอรุณขึ้น กระทำเกวียนให้เป็นวงแล้ว ให้ทำปะรำไว้เบื้องบน ทำกิจในเรื่องอาหารให้เสร็จแต่เช้าตรู่ แล้วนั่งในร่มเงาจนหมดวัน เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว บริโภคอาหารเย็น เมื่อพื้นดินเกิดความเย็น จึงเทียมเกวียนเดินทางไป การไปเหมือนกับการไปในทะเลนั่นแหละ ย่อมจะมีในทางกันดารนั้น.
    [​IMG]ธรรมดา ผู้กำหนดบท คนนำทาง เช่นเดียวกับคนนำร่องในทางน้ำ ควรจะมี เพราะเหตุนั้น พระโพธิสัตว์นั้น จึงให้กระทำการประกอบการไปของหมู่เกวียน ตามสัญญาของดวงดาว. ในกาลนั้น พ่อค้าเกวียนแม้นั้น เมื่อจะไปยังทางกันดารนั้น ตามทำนองนี้นั่นแล จึงไปได้ ๕๙ โยชน์ คิดว่า บัดนี้ โดยราตรีเดียวเท่านั้น จักออกจากทางกันดารเพราะทราย จึงบริโภคอาหารเย็น ใช้ฟืนและน้ำทั้งปวงให้หมดสิ้นแล้ว จึงเทียมเกวียนไป คนนำทางให้ลาดอาสนะในเกวียนเล่มแรก นอนดูดาวในท้องฟ้าบอกว่า จงขับไปข้างนี้ จงขับไปข้างโน้น คนนำทางนั้นเหน็ดเหนื่อยเพราะไม่ได้หลับเป็นระยะกาลนาน จึงหลับไป เมื่อโคหวนกลับเข้าเส้นทางที่มาเดิม ก็ไม่รู้สึก. โคทั้งหลายได้เดินทางไปตลอดคืนยังรุ่ง.
    [​IMG]คนนำทางตื่นขึ้นในเวลาอรุณขึ้น มองดูดาวนักษัตรแล้ว กล่าวว่า จงกลับเกวียน จงกลับเกวียน และเมื่อคนทั้งหลายพากันกลับเกวียนทำไว้ตามลำดับๆ นั่นแล อรุณขึ้นไปแล้ว. มนุษย์ทั้งหลายพากันกล่าวว่า นี่เป็นที่ตั้งค่ายที่พวกเราอยู่เมื่อวานนี้ แม้ฟืนและน้ำของพวกเราก็หมดแล้ว บัดนี้ พวกเราฉิบหายแล้ว จึงปลดเกวียนพักไว้โดยเป็นวงกลม แล้วทำปะรำไว้เบื้องบน นอนเศร้าโศกอยู่ ภายใต้เกวียนของตนๆ.
    [​IMG]พระโพธิสัตว์คิดว่า เมื่อเราละความเพียรเสีย คนทั้งหมดนั้นจักพากันฉิบหาย พอเวลาเช้า จึงเที่ยวไปในเวลาที่ยังมีความเย็น เห็นกอหญ้าแพรกกอหนึ่ง จึงคิดว่า หญ้าเหล่านี้จักเกิดขึ้น เพราะความเย็นของน้ำข้างล่าง จึงให้คนถือจอบมาให้ขุดลงยังที่นั้น คนเหล่านั้นขุดที่(ลึกลงไป) ได้ ๖๐ ศอก. เมื่อคนทั้งหลายขุดไปถึงที่มีประมาณเท่านี้ จอบได้กระทบหินข้างล่าง พอจอบกระทบหิน คนทั้งปวงก็พากันละความเพียรเสีย.
    [​IMG]ฝ่ายพระโพธิสัตว์คิดว่า ภายใต้หินนี้จะพึงมีน้ำ จึงลงไปยืนที่พื้นหิน ก้มลงเงี่ยหูฟังเสียง ได้ยินเสียงน้ำเบื้องล่าง จึงขึ้นมาบอกกะคนรับใช้ว่า ดูก่อนพ่อ เมื่อเธอละความเพียรเสีย พวกเราจักฉิบหาย เธออย่าละความเพียร จงถือเอาค้อนเหล็กนี้ลงไปยังหลุม ทุบที่หินนี้
    [​IMG]คนรับใช้นั้นรับคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว ไม่ละความเพียร ในเมื่อคนทั้งปวง ละความเพียร ยืนอยู่จึงลงไปทุบหิน หินแตก ๒ ซีกตกลงไปข้างล่างได้ตั้งขวางกระแสน้ำอยู่. เกลียวน้ำประมาณเท่าลำตาลพุ่งขึ้น. คนทั้งปวงพากันดื่มกิน แล้วอาบ ผ่าเพลาและแอกเป็นต้น ที่เหลือเพื่อหุงข้าวยาคูและภัต บริโภคและให้โคกิน และเมื่อพระอาทิตย์อัสดง จึงผูกธงใกล้บ่อน้ำ แล้วได้พากันไปยังที่ที่ปรารถนาแล้วๆ.
    [​IMG]คนเหล่านั้นขายสินค้าในที่นั้นแล้วได้ลาภ ๒ เท่า ๓ เท่า จึงได้พากันไปเฉพาะที่อยู่ของตนๆ. คนเหล่านั้นดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นจนชั่วอายุ แล้วไปตามยถากรรม.
    [​IMG]ฝ่ายพระโพธิสัตว์กระทำบุญมีทานเป็นต้น ได้ไปตามยถากรรมเหมือนกัน.
    [​IMG]พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นตรัสพระธรรมเทศนานี้แล้ว ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งเองเทียว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
    [​IMG]ชนทั้งหลายผู้ไม่เกียจคร้าน ขุดภาคพื้นที่ทางทราย ได้พบน้ำในทางทรายนั้น ณ ที่ลานกลางแจ้งฉันใด มุนีผู้ประกอบด้วยความเพียรและกำลัง เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน พึงได้ความสงบใจฉันนั้น.
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    (ต่อ)
    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกิลาสุโน ได้แก่ ไม่เกียจคร้าน คือปรารถนาความเพียร.
    [​IMG]บทว่า วณฺณุปเถ ความว่า ทราย ท่านเรียกว่าวัณณะ ในทางทราย.
    [​IMG]บทว่า ขณนฺตา แปลว่า ขุดภาคพื้น.
    [​IMG]ศัพท์ว่า อุท ในบทว่า อุทงฺคเณ นี้ เป็นนิบาต อธิบายว่า ในที่ลานกลางแจ้ง. อธิบายว่า ในที่เป็นที่สัญจรไปของพวกมนุษย์ คือ ในภูมิภาคอันไม่ปิดกั้น.
    [​IMG]บทว่า ตตฺถ ความว่า ในทางทรายนั้น.
    [​IMG]บทว่า ปปํ อวินฺทํ แปลว่า ได้น้ำ. จริงอยู่ น้ำท่านเรียกว่า ปปา เพราะเป็นเครื่องดื่ม อีกอย่างหนึ่ง น้ำที่ไหลเข้าไป ชื่อว่า ปปา อธิบายว่า น้ำมาก.
    [​IMG]บทว่า เอวํ เป็นบททำ ความอุปมาให้สำเร็จ.
    [​IMG]บทว่า มุนี ความว่า ญาณ ท่านเรียกว่าโมนะ.
    [​IMG]อีกอย่างหนึ่ง โมเนยยะอย่างใดอย่างหนึ่งในกายโมเนยยะ เป็นต้น ท่านเรียกว่าโมนะ บุคคลที่เรียกว่ามุนี เพราะประกอบด้วยโมนะนั้น. ก็มุนีนี้นั้น มีหลายอย่างคือ อาคาริยมุนี อนาคาริยมุนี เสขมุนี อเสขมุนี ปัจเจกมุนี และมุนิมุนี. บรรดามุนีเหล่านั้น คฤหัสถ์ผู้บรรลุผลรู้แจ้งศาสนา ชื่อว่าอาคาริยมุนี. บรรพชิตเห็นปานนั้นแล ชื่อว่าอนาคาริยมุนี. พระเสขะ ๗ จำพวก ชื่อว่าเสขมุนี. พระขีณาสพ ชื่อว่าอเสขมุนี. พระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่าปัจเจกมุนี. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่ามุนิมุนี. ก็ในอรรถนี้ เมื่อว่าโดยรวมยอด บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา กล่าวคือ พึงทราบว่ามุนี.
    [​IMG]บทว่า วิริยพลูปปนฺโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเพียร และกำลังกายกับกำลังญาณ.
    [​IMG]บทว่า อกิลาสุ ความว่า ผู้ไม่เกียจคร้าน คือชื่อว่าผู้ไม่เกียจไม่คร้าน เพราะประกอบด้วยความเพียร อันประกอบด้วยองค์ ๔ ซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า
    [​IMG]เนื้อและเลือดในร่างกายของเรานี้ทั้งหมด จงเหือดแห้งไป
    [​IMG]จะเหลือแต่หนังเอ็น และกระดูก ก็ตามที.
    [​IMG]บทว่า วินฺเท หทยสฺส สนฺตึ ความว่า ย่อมประสพ คือได้เฉพาะอริยธรรม กล่าวคือฌาน วิปัสสนา อภิญญาและอรหัตมรรคญาณ อันถึงการนับว่า สันติ เพราะกระทำความเย็นทั้งจิต และหทัยรูป.
    [​IMG]จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าสังวรรณนาการอยู่เป็นทุกข์ของคนผู้เกียจคร้านและการอยู่เป็นสุขของคนผู้ปรารภความเพียร ด้วยพระสูตรทั้งหลายมิใช่น้อย อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เกียจคร้าน เกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมอันลามก ย่อมอยู่เป็นทุกข์ และทำประโยชน์ตนอันยิ่งใหญ่ให้เสื่อมไป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลผู้ปรารภความเพียรสงัดจากอกุศลธรรมอันลามก ย่อมอยู่เป็นสุข และทำประโยชน์ตนอันยิ่งใหญ่ให้บริบูรณ์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การบรรลุประโยชน์ย่อมไม่มีด้วยความเพียรอันเลว.
    [​IMG]บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงการอยู่เป็นสุขนั้นนั่นแหละ ที่บุคคลผู้ปรารภความเพียร ผู้ไม่ทำความยึดมั่น ผู้เห็นแจ้ง จะพึงบรรลุได้ด้วยกำลังและความเพียร จึงตรัสว่า มุนีผู้ประกอบด้วยความเพียรและกำลัง เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน พึงได้ความสงบใจ ฉันนั้น. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า พ่อค้าเหล่านั้นไม่เกียจคร้าน ขุดอยู่ในทางทราย ย่อมได้น้ำ ฉันใด ภิกษุในศาสนานี้ ก็ฉันนั้น เป็นผู้ฉลาด ไม่เกียจคร้าน พากเพียรอยู่ ย่อมได้ความสงบใจอันต่างด้วยปฐมฌานเป็นต้น.
    [​IMG]ดูก่อนภิกษุ ในกาลก่อน เธอนั้นกระทำความเพียรเพื่อต้องการทางน้ำ บัดนี้ เพราะเหตุไร เธอจึงละความเพียรในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ เพื่อประโยชน์แก่มรรคผล เห็นปานนี้.
    [​IMG]พระศาสดา ครั้นทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้อย่างนี้แล้ว
    จึงทรงประกาศสัจจะ ๔ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้ละความเพียรดำรงอยู่ในพระอรหัต อันเป็นผลอันเลิศ.
    [​IMG]แม้พระศาสดาก็ตรัสเรื่อง ๒ เรื่องสืบต่อกัน ทรงประชุมชาดก แสดงว่า
    [​IMG]คนรับใช้ผู้ไม่ละความเพียร ต่อยหินให้น้ำแก่มหาชนในสมัยนั้น ได้เป็นภิกษุผู้ละความเพียรรูปนี้ ในบัดนี้
    [​IMG]บริษัทที่เหลือในสมัยนั้น เป็น
    พุทธบริษัท ในบัดนี้
    [​IMG]ส่วนหัวหน้าพ่อค้าเกวียนได้เป็น
    เรา ดังนี้ ได้ให้พระธรรมเทศนานี้จบลงแล้ว.

    [​IMG]จบอรรถกถาวัณณุปถชาดกที่ ๒[​IMG]
    [​IMG]-----------------------------------------------------[​IMG]
    :- https://84000.org/tipitaka/atita100/jataka.php?i=270002
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    ประวัติพระโสภิตะ ระลึกชาติได้อย่างแม่นยำ มองเห็นอดีตไม่มีที่สิ้นสุด l เรื่องเล่าพุทธกาล

    ตนเล่าธรรม
    Jan 11, 2026
    คุณเคยสงสัยไหมว่า... "ชาติที่แล้วเราเป็นใคร?" และหากมีใครสักคนที่สามารถมองย้อนกลับไปในอดีตได้ไกลแสนไกลแบบไม่มีที่สิ้นสุด เขาจะมองเห็นอะไรบ้าง? พบกับเรื่องราวของพระอรหันต์ผู้ได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็น "เอตทัคคะ" ผู้มีความจำแม่นยำและระลึกชาติได้เก่งกล้าที่สุดในปฐพี! ท่ามกลางเหล่าพระมหาสาวกมากมาย "พระโสภิตะเถระ" คือนามที่ถูกจารึกไว้ในฐานะผู้มีญาณทิพย์อันน่าอัศจรรย์ ท่านไม่ได้เพียงแค่ระลึกชาติได้ แต่ท่านสามารถระลึกได้ "อย่างไม่มีประมาณ" ราวกับเปิดอ่านหนังสือเล่มเก่าที่ไม่จบสิ้น การเดินทางข้ามกาลเวลาผ่านจิตของท่าน ซ่อนปริศนาธรรมและความน่ากลัวของวัฏสงสารอะไรไว้ให้เราได้เรียนรู้บ้าง?
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    31-พระโสณภิตเถระ
    เอตทัคคะในทางระลึกปุพเพนิวาสานุสติญาณ

    พระโสภิตะ เกิดในตระกูลพราหมณ์ เมืองสาวัตถี ชื่อบิดามารดาของท่านไม่ปรากฏ
    เมื่อท่านเจริญเติบโตขึ้นได้ศึกษาศิลปะวิทยา คือ วิชาไตรเพทตามลัทธิพราหมณ์ ต่อมาท่านได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาที่พระเชตะวันมหาวิหาร ได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใสกราบทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย ครั้นได้อุปสมบทแล้วศึกษาพระกรรมฐาน บำเพ็ญสมณธรรมเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานนักก็สำเร็จพระอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ ประการ กล่าวคือ
    ๑. อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาอันแตกฉานในอรรถ (ผล)
    ๒. ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาอันแตกฉานในธรรม (เหตุ)
    ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาอันแตกฉานในนิรุต (นิรุตติ คือ ภาษาที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ)
    ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาอันแตกฉานในปฏิภาณ (ปฏิภาณ คือ การโต้
    ตอบ)
    นอกจากนี้ท่านยังมีปกติสั่งสมวสี ๕ ประการ คือความชำนาญแคล่วคลองในปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ได้แก่ ญาณเป็นเครื่องระลึกชาติในอดีตได้วสี ๕ ประการ คือ:-
    ๑. อาวัชชนวสี ความชำนาญในการนึก
    ๒. สมาปัชชนวสี ความชำนาญในการเข้า
    ๓. อธิษฐานวสี ความชำนาญในการหยุด
    ๔. วุฏฐานวสี ความชำนาญในการออก
    ๕. ปัจจเวกขณวสี ความชำนาญในการพิจารณา

    • ได้รับยกย่องในทางระลึกบุพเพนิวาสานุสสติ
      ด้วยความชำนาญแคล่วคล่องดังกล่าวนี้ ครั้งหนึ่งท่านนั่งพิจารณาการระลึกชาติในอดีต
      ของท่านเองได้มากมายหลายแสนชาติแล้วเกิดปีติโสมนัส ขึ้นว่า “เราเป็นผู้มีสิตปัญญาระลึก
      ชาติในอดีตได้ถึง ๕๐๐ กัป อย่างรวดเร็ว เหมือนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนเดียว ทั้งนี้ก็เพราะเรา
      เจริญสติปัฎฐาน ๔ โพชฌงค์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง”
      นับว่าท่านเป็นพระขีณาสพผู้ประเสริฐ เลิศด้วยความรู้ความสามารถ พระบรมศาสดา จึงทรงยกย่องท่านว่าเป็นผู้มีความสามารถในการระลึกชาติได้ เสมอกับพระองค์ และทรงแต่งตั้งท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทาง ระลึกปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
      ท่านดำรงอายุสังขาร ช่วยกิจการพระพุทธศาสนาสมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน
    • https://84000.org/one/1/31.html
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    พระอุบาลีเถระ
    เอตทัคคะในทางผู้ทรงพระวินัย

    พระอุบาลี เกิดในตระกูลช่างกัลบก ในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อเจริญเติบโตขึ้นได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นช่างกัลบก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ช่างภูษามาลา มีหน้าที่ตัดแต่งพระเกศาประจำราชสกุลศากยะ ซึ่งมีเจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายภัคคุ เจ้าชายกิมพิละ และ
    เจ้าชายอานนท์ เป็นต้น ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงรักภักดี เสมอต้นเสมอปลายต่อเจ้าชายทุก ๆ พระองค์ จนเป็นที่ไว้วางพระหฤทัย

    • ขอบวชตามเจ้าศากยะ
      ในสมัยที่พระพุทธองค์ เสด็จมาโปรดพระประยูรญาติที่นครกบิลพัสดุ์ แล้วเสด็จไปประทับที่อนุปิยอัมพวัน ซึ่งเป็นแว่นแคว้นของมัลลกษัตริย์ เจ้าชายศากยะทั้ง ๕ พระองค์ ที่กล่าวนามข้างต้น ได้ตัดสินพระทัยออกบวชเป็นพุทธสาวก และอุบาลีช่างกัลบกก็ขอบวชด้วย
      จึงรวมเป็น ๗ พระองค์ด้วยกัน
      พระอุบาลี เมื่อบวชแล้ว ได้ศึกษาพระกรรมฐานจากพระภาค หลังจากนั้นท่านมีความประสงค์จะไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่า เพื่อหาความสงบตามลำพัง แต่เมื่อกราบทูลลาพระผู้มีพระภาคแล้ว พระองค์ไม่ทรงอนุญาต ได้มีรับสั่งแก่เธอว่า
      “อุบาลี ถ้าเธอไปอยู่ในป่าบำเพ็ญสมณธรรม ก็จะสำเร็จเพียงวิปัสสนาธุระ แต่ถ้าเธออยู่ในสำนักของคถาคต ก็จะสำเร็จธุระทั้งสอง คือ ทั้งวิปัสสนาธุระ และคันถธุระ (การเรียนคัมภีร์ต่าง ๆ )”
      ท่านปฏิบัติตามพระพุทธดำรัสที่ตรัสแนะนำ ได้ศึกษาพระพุทธพจน์ไปพร้อมกับเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานก็บรรลุพระอรหัตผลในพรรษานั้น หลังจากนั้นท่านก็เป็นกำลังสำคัญ ในการเผยแผ่พระศาสนา เพราะความที่ท่านอยู่ใกล้ชิดพระบรมศาสดาโดยตรง ท่านจึงมีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ในด้านพระวินัย ท่านช่วยอบรมสั่งสอนถ่ายทอดความรู้ด้าน
      พระวินัยให้แก่ศิษย์สัทธิวิหาริกของท่านเป็นจำนวนมาก ถ้ามีอธิกรณ์เกิดขึ้นแก่ภิกษุสงฆ์หรือเกี่ยวกับพระวินัยแล้ว พระพุทธองค์จะทรงมอบให้ท่านเป็นผู้วินิจฉัย
    • ตัดสินใจคดีภิกษุณีท้อง
      สมัยหนึ่ง ลูกสาวเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ หลังจากแต่งงานแล้วเข้ามาบวชโดยไม่ทราบว่าตนตั้งครรภ์ เมื่อบวชได้ไม่นานครรภ์โตขึ้นมาก เป็นที่รังเกียจสงสัยของพุทธบริษัททั้งหลาย
      พระพุทธองค์แม้จะทรงทราบความจริงอยู่แล้ว แต่เพื่อให้ความจริงปรากฏชัดแก่พุทธบริษัททั้งปวง จึงรับสั่งให้พระอุบาลีเถระตัดสินความเรื่องนี้
      พระเถระ ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาร่วมกันพิสูจน์ โดยมีพระเจ้าปเสนทิโกศล เป็นประธาน มีนางวิสาขา และอนาถปิณฑิกะ เป็นต้น ร่วมกันพิจารณาเมื่อคณะผู้พิจารณาได้ตรวจดูมือ เท้า และลักษณะของครรภ์แล้วนับวันนับเดือนสอบประวัติย้อนหลังโดยละเอียดแล้วก็ทราบชัดเจนว่า “นางตั้งครรภ์มาตั้งแต่ก่อนบวช”
      พระอุบาลีเถระ จึงได้ประกาศตัดสินในท่ามกลางพุทธบริษัททั้ง ๔ ว่า “ภิกษุณีรูปนี้ยังมีศีลบริสุทธิ์อยู่” แล้วกราบทูลเนื้อความให้พระบรมศาสดาทรงทราบ พระพุทธองค์ได้ตรัสอนุโมทนาสาธุการแก่พระเถระว่า “ชำระความได้ถูกต้องยุติธรรม”
    • ปฐมสังคายนาวิสัชนาพระวินัย
      ผลงานที่ท่านได้เป็นกำลังสำคัญ ทำให้พระพุทธศาสนายืนยาวสืบสอดมาถึงปัจจุบันนี้
      ก็คือ หลังจากที่พระบรมศาสดาเสด็จดัขันธปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปเถระ ได้คัดเลือกพระอรหันตสาวก จำนวน ๕๐๐ รูป ร่วมกันทำปฐมสังคายนา โดยมติของที่ประชุมสงฆ์ได้มอบให้ท่านรับหน้าที่วิสัชนาพระวินัย โดยรวบรวมพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ในที่ต่าง ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ นำมาจัดรวบรวมเป็นหมวดหมู่จนเป็น พระวินัยปิฎก ที่เป็นหลักฐานให้
      ศึกษากันในปัจจุบันนี้
      อนึ่ง ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ โดยการนำของพระโมคคัลลีบุตร ติสสเถระ ก็ถือว่าท่านสืบเชื้อสายการศึกษาพระวินัยมากจากศิษย์ของพระอุบาลีเถระเช่นกัน
      ด้วยความที่ท่านพระอุบาลีเถระ เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านพระวินัยนี้ จึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดา ในตำแหน่งเอตทัคคะเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทาง ผู้ทรงพระวินัย
      ท่านพระอุบาลีเถระ ดำรงอายุสังขาร โดยสมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน
    • :- https://84000.org/one/1/09.html
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    พระลกุณฏกภัททิยะเถระ : จากคนแคระที่ถูกมองข้าม... สู่เอตทัคคะผู้มีเสียงไพเราะที่สุดในพุทธกาล

    พลังคําพูด
    Dec 9, 2025
     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    20พระลกุณฏกภัททิยะเถระ
    เอตทัคคะในทางผู้พูดเสียงไพเราะ

    พระลกุณฏกภัททิยะ เกิดในตระกูลมหาเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี มีชื่อเดิมว่า “ภัททิยะ”
    เมื่อเจริญวัยอายุมากขึ้นแต่ร่างกายของท่านไม่เจริญเติบโตตามอายุยังคงมีร่างกายเล็กต่ำเตี้ยเหมือนเด็กวัย ๑๐ ขวบ ชนทั่วไปเมื่อจะจึงเรียกชื่อท่านก็จะเพิ่มคำว่า “ลกุณฏกะ” ซึ่งหมายถึง
    ต่ำเตี้ย ไว้ข้างหน้า ชื่อของท่านด้วย จึงเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ท่านภัททิยะเตี้ย หรือ ท่านภัททิยะแคระ

    • คนแคระก็บวชได้
      ในโอกาสที่พระผู้มีพระภาคเสด็จมาประทับ ณ พระเชตะวันมหาวิหาร หมู่อุบาสกอุบาสิกา ชาวเมืองสาวัตถุ ทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธองค์ ต่างก็ถือดอกไม้และของหอมเครื่องสักการะทั้งหลาย ไปเข้าเฝ้าเพื่อฟังพระธรรมเทศนา ลกุณฏกภัททิยะ ก็ได้ติดตามไปร่วมฟังธรรมด้วย เมื่อพระพุทธองค์แสดงพระธรรมเทศนาจบลงแล้ว ท่านก็เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า ปรารถนาที่จะบวชในพระพุทธศาสนา เมื่ออุบาสกอุบาสิกา พากันกลับเคหสถานของตน แล้วได้เข้าไปกราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระพุทธองค์ประทานให้ตามความประสงค์
      พระลกุณฏกภัททิยะ ครั้นได้อุปสมบทแล้ว ได้เรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระบรมศาสดาแล้ว กราบทูลขอปลีกตัวออกไปจากหมู่คณะไปอยู่ในที่อันสงบสงัดปฏิบัติความเพียร ไม่นานนักก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลชั้นต้นคือพระโสดาบัน ซึ่งจะต้องเพียรศึกษาปฏิบัติให้ได้บรรลุมรรคผลชั้นสูงขึ้นอีก
      เพราะความที่ท่านมีรูปร่างเล็กและเตี้ย จึงเป็นที่ชวนหัวเราะแก่ผู้พบเห็น วันหนึ่ง หญิงแพศยานั่งรถมากับพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่ง เพื่อไปเที่ยวชมมหรสพ นางผ่านมาเห็นพระเถระแล้วคงจะเห็นว่าท่านตัวเล็ก ทั้ง ๆ ที่ดูลักษณะน่าจะมีอายุมาก นางจึงหัวเราะลั่นจนมองเห็นฟันใน
      ปาก
      พระเถระเห็นฟันของหญิงแพศยานั้นแล้ว ถือเอานิมิตนั้นเป็นอารมณ์พิจารณาว่าเห็นของปฏิกูล สกปรก น่าเกลียด จนได้สำเร็จเป็นพระอนาคามี และต่อมาท่านได้ฟังธรรมกถา อันเป็นโอวาทจากพระสารีบุตรเถระ จิตก็หลุดพ้นจากกิเลสาสวะ สำเร็จเป็นพระอรหันต์
    • ถูกล้อเลียนว่าเป็นสามเณร
      พระลกุณฏกภัททิยะ นั้น เพราะความท่านเป็นผู้มีรูปร่างเล็กและเตี้ยเหมือนสามเณร จึงเป็นเหตุให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายที่เป็นปุถุชน ชอบล้อเลียนท่านด้วยความคึกคะนอง ชอบหยอกล้อท่านเล่นด้วยการจับศีรษะบ้าง ดึงหูบ้าง จับจมูกบ้าง แล้วพูดหยอกล้อท่านว่า:-
      “แนะสามเณรน้อย ไม่อยากสึกหรือ ยังชอบใจประพฤติพรหมจรรย์อยู่อีกหรือ ?”
      และครั้งหนึ่งมีภิกษุประมาณ ๓๐ รูป มาจากถิ่นอื่น เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ได้เดินสวนทางกับ พระลกุณฏกภัททิยะ ซึ่งท่านเพิ่งมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์แล้วก็กลับไป พระพุทธองค์ตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า:-
      “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นพระเถระรูปหนึ่งเดินสวนทางไปหรือไม่ ?”
      “ไม่เห็น พระเจ้าข้า”
      “พวกเธอเห็น มิใช่หรือ ?”
      “เห็นแต่สามเณรองค์เล็ก ๆ เดินสวนทางไป พระเจ้าข้า”
      “ภิกษุทั้งหลาย นั่นแหละ คือพระเถระ”
      “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูปร่างของท่านเล็กเหลือเกิน พระเจ้าข้า”
      “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตไม่เรียกบุคคลว่า “เถระ” เพราะความเป็นคนแก่ มีผมบนศีรษะหงอก และเพียงสักแต่ว่านั่งบนอาสนะพระเถระเท่านั้นท่านเหล่านั้น ตถาคตเรียกว่า
      “พระแก่เปล่า” ส่วนท่านที่มีสัจจะ คือริยสัจ ๔ มีธรรมะ มีความสำรวม รู้จักข่มใจ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และมีปัญญา ท่านเหล่านี้ ตถาคตเรียกว่า “เถระ”
    • ได้รับยกย่องว่าพูดเสียงไพเราะ
      พระลกุณฏกภัททิยะ แม้จะมีร่างกายที่ไม่ปกติและไม่เหมือนกับภิกษุอื่น ๆ อันเป็นหตุให้ท่านถูกล้อเลียนด้วยวิธีต่าง ๆ แต่ท่านก็ไม่เคยโกรธเคืองเลย เพราะท่านเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ไม่มีกิเลสาสวะ แล้ว นอกจากนี้ท่านยังมีความสามารถพิเศษ คือปกติท่านแสดงธรรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชนและเจรจาประกอบด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงอันไพเราะ เป็นที่เสนาะโสต
      แก่ผู้ฟังทั้งหลาย อันเป็นเหตุนำมาซึ่งความเลื่อมใส
      ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาค จึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่ง เอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทาง ผู้พูดเสียงไพเราะ
      ท่านพระลกุณฏกภัททิยะ ดำรงอายุสังขาร ช่วยกิจการพระศาสนาอยู่พอสมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน
    • :- https://84000.org/one/1/20.html
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 กุมภาพันธ์ 2026
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    "ลาชเทวธิดา" ธรรมบททางแห่งความดี ท่านอาจารย์ วศิน อินทสระสระ เสียงอ่าน โดย ประวีณา ศรีวะรมย์

    Achara Klinsuwan
    May 13, 2021
     
  20. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,323
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    เรื่องนางลาชเทวธิดา [๙๗]
    ข้อความเบื้องต้น
    พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภนางลาชเทวธิดา
    ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ปุญฺญญฺเจ ปุริโส กยิรา" เป็นต้น.
    เรื่องเกิดขึ้นแล้วในเมืองราชคฤห์.
    หญิงถวายข้าวตอกแก่พระมหากัสสป
    ความพิสดารว่า ท่านพระมหากัสสปอยู่ที่ปิปผลิคูหา เข้าฌานแล้วออกในวันที่ ๗ ตรวจดูที่เที่ยวไปเพื่อภิกษาด้วยทิพยจักษุ เห็นหญิงรักษานาข้าวสาลีคนหนึ่ง เด็ดรวงข้าวสาลีทำข้าวตอกอยู่ พิจารณาว่า "หญิงนี้มีศรัทธาหรือไม่หนอ?" รู้ว่า "มีศรัทธา" ใคร่ครวญว่า "เธอจักอาจเพื่อทำการสงเคราะห์แก่เราหรือไม่หนอ?" รู้ว่า "กุลธิดาเป็นหญิงแกล้วกล้า จักทำการสงเคราะห์เรา ก็แลครั้นทำแล้ว จักได้สมบัติเป็นอันมาก" จึงครองจีวรถือบาตร ได้ยืนอยู่ที่ใกล้นาข้าวสาลี.
    กุลธิดาพอเห็นพระเถระก็มีจิตเลื่อมใส มีสรีระอันปีติ ๕ อย่างถูกต้องแล้ว กล่าวว่า "นิมนต์หยุดก่อน เจ้าข้า" ถือข้าวตอกไปโดยเร็ว เกลี่ยลงในบาตรของพระเถระแล้ว ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์๑- ได้ทำความปรารถนาว่า "ท่านเจ้าข้า ขอดิฉันพึงเป็นผู้มีส่วนแห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้ว."
    ____________________________
    ๑- คำว่า เบญจางคประดิษฐ์ แปลว่า ตั้งไว้เฉพาะซึ่งองค์ ๕ หมายความว่า ไหว้ได้องค์ ๕ คือหน้าผาก ๑ ฝ่ามือทั้ง ๒ และเข่าทั้ง ๒ จดลงที่พื้น จึงรวมเป็น ๕.
    จิตเลื่อมใสในทานไปเกิดในสวรรค์ พระเถระได้ทำอนุโมทนาว่า "ความปรารถนาอย่างนั้น จงสำเร็จ." ฝ่ายนางไหว้พระเถระแล้ว พลางนึกถึงทานที่ตนถวายแล้วกลับไป ก็ในหนทางที่นางเดินไปบนคันนา มีงูพิษร้ายนอนอยู่ในรูแห่งหนึ่ง งูไม่อาจขบกัดแข้งพระเถระอันปกปิดด้วยผ้ากาสายะได้. นางพลางระลึกถึงทานกลับไปถึงที่นั้น. งูเลื้อยออกจากรู กัดนางให้ล้มลง ณ ที่นั้นเอง. นางมีจิตเลื่อมใส ทำกาละแล้ว ไปเกิดในวิมานทองประมาณ ๓๐ โยชน์ ในภพดาวดึงส์ มีอัตภาพประมาณ ๓ คาวุต๑- ประดับเครื่องอลังการทุกอย่าง เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น.
    ____________________________
    ๑- คาวุต ๑ ยาวเท่ากับ ๑๐๐ เส้น.
    วิธีทำทิพยสมบัติให้ถาวร นางนุ่งผ้าทิพย์ประมาณ ๑๒ ศอกผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง แวดล้อมด้วยนางอัปสรตั้งพัน เพื่อประกาศบุรพกรรม จึงยืนอยู่ที่ประตูวิมานอันประดับด้วยขันทองคำ เต็มด้วยข้าวตอกทองคำห้อยระย้าอยู่ ตรวจดูสมบัติของตน ใคร่ครวญด้วยทิพยจักษุว่า "เราทำกรรมสิ่งไรหนอ จึงได้สมบัตินี้" ได้รู้ว่า "สมบัตินี้เราได้แล้ว เพราะผลแห่งข้าวตอกที่เราถวายพระผู้เป็นเจ้ามหากัสสปเถระ."
    นางคิดว่า "เราได้สมบัติเห็นปานนี้ เพราะกรรมนิดหน่อยอย่างนี้ บัดนี้เราไม่ควรประมาท, เราจักทำวัตรปฏิบัติแก่พระผู้เป็นเจ้า ทำสมบัตินี้ให้ถาวร" จึงถือไม้กวาด และกระเช้าสำหรับเทมูลฝอยสำเร็จด้วยทอง ไปกวาดบริเวณของพระเถระ แล้วตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้แต่เช้าตรู่.
    พระเถระเห็นเช่นนั้น สำคัญว่า "จักเป็นวัตรที่ภิกษุหนุ่มหรือสามเณรบางรูปทำ." แม้ในวันที่ ๒ นางก็ได้ทำอย่างนั้น. ฝ่ายพระเถระก็สำคัญเช่นนั้นเหมือนกัน. แต่ในวันที่ ๓ พระเถระได้ยินเสียงไม้กวาดของนาง และเห็นแสงสว่างแห่งสรีระฉายเข้าไปทางช่องลูกดาล จึงเปิดประตู (ออกมา) ถามว่า "ใครนั่น กวาดอยู่?"
    นาง. ท่านเจ้าข้า ดิฉันเอง เป็นอุปัฏฐายิกาของท่าน ชื่อลาชเทวธิดา.
    พระเถระ. อันอุปัฏฐายิกาของเรา ผู้มีชื่ออย่างนี้ ดูเหมือนไม่มี.
    นาง. ท่านเจ้าข้า ดิฉันผู้รักษานาข้าวสาลี ถวายข้าวตอกแล้ว มีจิตเลื่อมใสกำลังกลับไป ถูกงูกัด ทำกาละแล้ว บังเกิดในเทวโลกชั้นดาวดึงส์, ท่านเจ้าข้า ดิฉันคิดว่า "สมบัตินี้เราได้เพราะอาศัยพระผู้เป็นเจ้า, แม้ในบัดนี้ เราจักทำวัตรปฏิบัติแก่ท่าน ทำสมบัติให้มั่นคง, จึงได้มา."
    พระเถระ. ทั้งวานนี้ทั้งวานซืนนี้ เจ้าคนเดียวกวาดที่นี่, เจ้าคนเดียวเข้าไปตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้หรือ?
    นาง. อย่างนั้น เจ้าข้า.
    พระเถระ. จงหลีกไปเสีย นางเทวธิดา, วัตรที่เจ้าทำแล้ว จงเป็นอันทำแล้ว, ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่ามาที่นี้ (อีก).
    นาง. อย่าให้ดิฉันฉิบหายเสียเลย เจ้าข้า, ขอพระผู้เป็นเจ้าจงให้ดิฉันทำวัตรแก่พระผู้เป็นเจ้า ทำสมบัติของดิฉันให้มั่นคงเถิด.
    พระเถระ. จงหลีกไป นางเทวธิดา, เจ้าอย่าทำให้เราถูกพระธรรมกถึกทั้งหลาย นั่งจับพัดอันวิจิตร พึงกล่าวในอนาคตว่า 'ได้ยินว่า นางเทวธิดาผู้หนึ่งมาทำวัตรปฏิบัติ เข้าไปตั้งน้ำฉันน้ำใช้ เพื่อพระมหากัสสปเถระ', แต่นี้ไป เจ้าอย่ามา ณ ที่นี้ จงกลับไปเสีย.
    นางจึงอ้อนวอนซ้ำๆ อีกว่า "ขอท่านอย่าให้ดิฉันฉิบหายเลย เจ้าข้า."
    พระเถระคิดว่า "นางเทวธิดานี้ไม่เชื่อฟังถ้อยคำของเรา" จึงปรบมือด้วยกล่าวว่า "เจ้าไม่รู้จักประมาณของเจ้า."
    นางไม่อาจดำรงอยู่ในที่นั้นได้ เหาะขึ้นในอากาศ ประคองอัญชลี ได้ยืนร้องไห้ (คร่ำครวญอยู่) ในอากาศว่า "ท่านเจ้าข้า อย่าให้สมบัติที่ดิฉันได้แล้วฉิบหายเสียเลย จงให้เพื่อทำให้มั่นคงเถิด."
    บุญให้เกิดสุขในภพทั้งสอง
    พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั่นเอง ทรงสดับเสียงนางเทวธิดานั้นร้องไห้ ทรงแผ่พระรัศมีดุจประทับนั่งตรัสอยู่ในที่เฉพาะหน้านางเทวธิดา ตรัสว่า "เทวธิดา การทำความสังวรนั่นเทียวเป็นภาระของกัสสปผู้บุตรของเรา, แต่การกำหนดว่า ‘นี้เป็นประโยชน์ของเราแล้วมุ่งกระทำแต่บุญ ย่อมเป็นภาระของผู้มีความต้องการด้วยบุญ’ ด้วยว่า การทำบุญเป็นเหตุให้เกิดสุขอย่างเดียว ทั้งในภพนี้ ทั้งในภพหน้า" ดังนี้
    เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
    ๓. ปุญฺญญฺเจ ปุริโส กยิรา กยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ
    ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย.
    ถ้าบุรุษพึงทำบุญไซร้, พึงทำบุญนั้นบ่อยๆ
    พึงทำความพอใจในบุญนั้น, เพราะว่า
    ความสั่งสมบุญทำให้เกิดสุข.

    แก้อรรถ
    เนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า :-
    "ถ้าบุรุษพึงทำบุญไซร้, ไม่พึงงดเว้นเสียด้วยเข้าใจว่า ‘เราทำบุญครั้งเดียวแล้ว, พอละ ด้วยบุญเพียงเท่านี้’ พึงทำบ่อยๆ แม้ในขณะทำบุญนั้น พึงทำความพอใจ คือความชอบใจ ได้แก่ความอุตสาหะในบุญนั่นแหละ."
    ถามว่า "เพราะเหตุไร ?"
    วิสัชนาว่า เพราะว่า ความสั่งสมบุญให้เกิดสุข
    อธิบายว่า เพราะว่า ความสั่งสมคือความพอกพูนบุญ ชื่อว่าให้เกิดสุข เพราะเป็นเหตุนำความสุขมาให้ในโลกนี้และโลกหน้า.
    ในกาลจบเทศนา นางเทวธิดานั้นยืนอยู่ในที่สุดทาง ๔๕ โยชน์นั่นแล ได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ดังนี้แล.
    เรื่องนางลาชเทวธิดา จบ.
    -----------------------------------------------------

    :- https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=19&p=3
     

แชร์หน้านี้

Loading...